pearleus

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ลมรักฤดูร้อน

 Kampol Nirawan

ลมรักฤดูร้อน

โดย กำพล นิรวรรณ

-----------------



“ถ้าไฟโลกันตร์มีจริงมันก็คงจะร้อนแบบนี้นะฉันว่า. ขอกาแฟเย็นแก้วนึงค่ะ.”

“ถ้าไม่ใช่ร้อนใจ ร้านนี้จะช่วยได้เยอะครับ. มุมนู้นเลยครับ แอร์เย็นดีมาก. เดี๋ยวชงกาแฟเสร็จ ผมจะเอาไปให้ครับ.”

“ขอบคุณค่ะ. ร้านคุณน่ารักมาก,” พูดจบเธอหันหลังเดินเนิบ ๆ ไปนั่งโต๊ะติดกับผนังกระจกฝั่งตรงข้ามกับเคาน์เตอร์, วางกระเป๋าถือลงบนพื้น, สองมือจีบนิ้วจับคอเสื้อยืดดึงให้ขยาย แล้วห่อปากเป่าลมลงไปในร่องอก.

“ขอบคุณครับ,” เสียงตอบเบา ๆ ดังตามหลังเธอ. 

มันเป็นเที่ยงวันจันทร์กลางกรกฎาคม. ตลาดจตุจักรแทบร้างผู้คน. เปลวแดดเดือดเต้นเร่า ๆ อยู่บนพื้นคอนกรีตนอกผนังกระจกของร้านกาแฟเล็ก ๆ กลางตลาดนัดชื่อก้องโลก. ในร้านมีกันแค่สองคน; หนุ่มใหญ่ในชุดกางเกงขาสั้นสีกากี เสื้อยืดผ้าลินินสีเหลืองอ่อน รองเท้าผ้าใบสีคราม นั่งดื่มกาแฟอยู่บนเก้าอี้กลมทรงสูงหน้าเคาน์เตอร์, กับหญิงวัยปลายกลางคน ร่างระหง ผมสีดอกเลายาวถึงกลางหลัง ในชุดกระโปรงผ้ายีนส์สีน้ำเงินฟอกซีด เสื้อยืดสีขาวแขนสั้นเปิดไหล่. ไม่มีใครอื่น.

“แหม่ มันร้อนยังกะไฟนรกจริง ๆ!” ฝ่ายหญิงพึมพำ, ถอดแว่นคล้องกับคอเสื้อ, หลับตา, ประกบมือเป็นพุ่มวางครอบจมูก ใช้นิ้วชี้นวดสันจมูกเบา ๆ ก่อนจะเหลียวมองไปรอบ ๆ.

ฝ่ายชายเดินอ้อมไปหลังเคาน์เตอร์เพื่อจะชงกาแฟเย็นให้เธอ แต่ก็เหลือบตามองเธอครั้งแล้วครั้งเล่า. เธอรู้ เธอเห็น จึงหันไปเผชิญหน้ากับเขาตรง ๆ: 

“ขอโทษนะคะ ฉันตั้งใจว่าจะมานั่งอ่านหนังสือนั่งดื่มกาแฟเงียบ ๆ เสียหน่อย แต่เห็นคุณเหลียวมามองฉันบ่อยจัง มีปัญหาอะไรหรือคะ?”

“คุณพี่ชื่อสิรินทร์หรือเปล่าครับ?”

“ใช่ค่ะ.”

“โอ้โห นางฟ้าของผมนี่เอง!” พูดจบ เขาวิ่งอ้าแขนไปหาฝ่ายหญิง, ด้วยความลิงโลดเหมือนเด็ก ๆ.

“เอ๊ะ คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ?” ฝ่ายหญิงถามขึงขัง, ผงะพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับกางมือเหยียดแขนออกไปกันไม่ให้เขาถึงตัว.

“เปล่าครับ สติสตังผมยังดี. พี่จำผมไม่ได้หรือครับ?” เขาตอบหน้าละห้อย ก่อนจะถอยไปยืนกอดอก ถ่างขาจังก้า แต่แววตายังละห้อย.

“ขอโทษค่ะ, จำไม่ได้จริง ๆ.” เธอเงยมองเขาตาเขม็ง.

“ไอ้ดำไงครับพี่.”

เธอมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้ววนกลับขึ้นไปใหม่ ตั้งแต่เท้าจรดหัว, “ดำไหนนะ?”

“ไอ้ดำ เด็กจรจัดไงครับ ที่พี่เคยเอาไปเลี้ยงที่บ้านพี่ในซอยวัดเพลง. มันเคยขโมยตังค์พี่ทุกวันโดยที่พี่ทำเป็นไม่รู้. ตัวมันเองน่ะรู้ว่าพี่รู้ แต่มันก็ทำเป็นไม่รู้. สุดท้ายพี่ก็เลยวางตังค์ให้มันขโมยวันละสิบบาทเกือบทุกวัน จนมันรู้สึกอดสูใจ หนีกลับออกไปจรจัดเหมือนเดิม.”

เธอลุกผลุงขึ้นยืน จ้องมองร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า. 

“ฮะ โอ้โห เจ้าดำ, เธอเองหรอกหรือนี่! เออเว้ย โลกนี้มันช่างแคบเสียจริง ๆ!” 

พูดจบเธอเป็นฝ่ายโผเข้าไปกอดเขาเอง, แนบใบหน้ากับไหล่กำยำของเขา. เขากอดตอบ. ต่างคนต่างกอด. 

“เออ พอ ๆ ๆ. แหมทำเป็นฝรั่งไปได้ยัยสิรินทร์!” เธอประชดตัวเอง พร้อมกับผละออกมายืนมองหน้าเขา, ต้องเงยมอง เพราะเขาสูงราวกับฝรั่ง.

“โห พี่สิรินทร์ของพ้มมมมม,” เขาป้องปากระเบิดความลิงโลดใจออกมาจากในอกสุดเสียงสังข์ ราวกับจะให้มันดังขึ้นไปถึงสวรรค์, “พ้มฝันไปหรือเปล่านะเนี่ยยยยย?”

“เบา ๆ หน่อยจ้ะ. ใครผ่านไปผ่านมาอาจจะได้ยิน อายเขา. ดีไม่ดีเขาจะหาว่ามีคนบ้าอยู่ในร้านนี้. ไปหยิบถ้วยกาแฟของเธอมานั่งดื่มด้วยกันมะ จะได้คุยกันยาว ๆ.”

“ดีเลยครับ เยี่ยม เยี่ยม เยี่ยม…เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยวนะพี่…” ละล่ำละลักจบเขาเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์.

เธอยืนรอเขา, เอามือซุกกระเป๋ากางเกง, หมุนตัวช้า ๆ ไปรอบห้อง มองการตกแต่งร้าน: ด้านนอก เหลืองชัชวาลดอกสะพรั่งระย้าย้อยลงมาเป็นม่านคลุมส่วนบนของผนังกระจก, ด้านใน พื้นห้องสีเขียวมอร็อคโคมีรูปใบโพธิ์แห้งสีน้ำตาลอ่อนแทรกอยู่เกลื่อนกลาด ดูเผิน ๆ คล้ายโมเสคลวดลายประหลาด, ภาพสีน้ำมันฝีมือประณีตในกรอบไม้ไผ่กว้างยาวราวสองฟุตสี่กรอบแขวนอยู่กลางผนังห้องด้านละกรอบ ล้วนเป็นภาพสมจริงของชีวิตบ้านป่าในยุคตะเกียงน้ำมันก๊าด, เคราฤาษีดกหนากับชายผ้าสีดาริ้วเล็กเกาะเกี่ยวกันบนเปลือกไม้ที่ประกบติดอยู่กับมุมห้องใต้เพดานมุมละเปลือก, กระถางเดหลีกับกระถางกวักมรกตวางอยู่คู่กัน ติดกับผนังกระจกข้าง ๆ โต๊ะของเธอ, ดอกเดหลีคือราชินีบุปผาผู้มีพระพักตร์คล้ายเนินสวรรค์สีขาว, ดอกกวักมรกตคือราชันบุปผาผู้มีพระพักตร์เหมือนเจ้าโลกที่กำลังยืนตระหง่าน. เธอมองสองพระองค์แล้วอมยิ้ม. ทั้งร้านมีอยู่เท่านั้น ไม่มีเครื่องประดับอื่นใดให้รกรุงรัง สะท้อนรสนิยมเรียบง่ายแต่ล้ำลึกของเจ้าของร้าน. 

เจ้าของร้านอ้อมไปหลังเคาน์เตอร์ เปิดตู้เย็นหยิบแชมเปญขวดหนึ่งออกมาเปิด, หยิบแก้วเจียระไนทรวงกรวยก้านยาวจากหิ้งบนฝาผนังมาสองใบ แล้วเดินกลับไปหาเธอ รินเมรัยสีอำพันใส่แก้วยื่นให้เธอแก้ว ให้ตัวเองแก้ว แล้ววางขวดลงบนโต๊ะ.

“มาดื่มฉลองกันดีกว่าครับ กาแฟร้อนของผมกับกาแฟเย็นของพี่เอาไว้ทีหลัง.”

“รสนิยมฝรั่งจ๋าเลยนะน้องเรา.” เธอยิ้มบาง ๆ นัยน์ตาเป็นประกาย. “แล้วจะดื่มเพื่ออะไรดีล่ะ?”  

“เพื่อพี่ เพื่อผม เพื่อการที่เราได้มาพบกันอีก เพื่อการที่เรายังอยู่ แม้จะไม่รู้ว่าอยู่เพื่ออะไร.”

“จ้ะ เพื่อเธอ เพื่อพี่ เพื่อการที่เราได้มาพบกันอีก เพื่อการที่เรายังอยู่ แม้จะไม่รู้ว่าอยู่เพื่ออะไร. เชียร์ส!”

“เชียร์สครับ! 

“แชมเปญของเธอรสละมุนมาก”

“พี่รู้มั้ย ทันทีที่ผมเห็นพี่เดินเข้ามาในร้าน ผมสะท้านเยือกไปทั้งตัวเลย.”

“เหมือนเห็นผี?”

“เหมือนเห็นนางฟ้าครับ.”

“โลกนี้ช่างแคบเสียจริง ๆ! ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะมาเจอเธอ. เธอกลายเป็นหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวเชียวนะ.”

“ผมห้าสิบแล้วพี่ ไม่หนุ่มแล้วครับ. พี่สิ ตั้งหกสิบสองหกสิบสามแล้วยังสวยพริ้ง, ยิ่งผมสีดอกเลาทั้งหัวยิ่งดูดีมีสง่า.”

“อ้าว, ต่างคนต่างชมกัน เสมอตัวกันพอดี. แถมยังจำอายุพี่ได้อีกต่างหาก.”

“ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะครับ? ตอนพี่รับผมไปชุบเลี้ยง ผมเก้าขวบเอง. ส่วนพี่ตอนนั้นอยู่ปีสามคณะรัฐศาสตร์ ผมจำได้.”

“แล้วทะลึ่งยังไงถึงได้มาเรียกพี่ว่านางฟ้า! หน้าตาพี่ก็โหล ๆ, ธรรมด๊าธรรมดา?”

“พวกผมอีกห้าคนที่เพื่อน ๆ ของพี่แบ่งกันรับไปเลี้ยงดูก็เรียกพี่ ๆ เหล่านั้นว่านางฟ้ากันทั้งนั้นละครับ. ก็เพราะพวกพี่เป็นนางฟ้าของพวกเราจริง ๆ นี่นา. มีอย่างที่ไหน พวกผมแค่เด็กจรจัด ไม่มีหัวนอนปลายตีน ทั้งซนทั้งดื้อทั้งขี้ขโมย พวกพี่ก็ยังเอาไปเลี้ยงยังกะน้องแท้ ๆ.”

“สงสารจ้ะ, เห็นเวลาพวกเราจัดชุมนุมประท้วงกันในสนามฟุตบอลทีไร พวกเธอก็เอาหนังสือพิมพ์เข้าไปเดินขายกันจนดึก ๆ ดื่น ๆ ทุกที แทนที่จะมีชีวิตอบอุ่น ได้อยู่กับพ่อกับแม่เหมือนเด็กอื่น ๆ. แต่ที่พี่จำได้ติดหูติดตา และ...อือ...ยังจำติดใจมาจนถึงทุกวันนี้ก็ตอนที่เธอวิ่งมาตามหาพี่จนพบ แล้วก็ฉุดมือพี่วิ่งฝ่าห่ากระสุนออกจากธรรมศาสตร์ในเช้ามืดวันที่หกตุลาฯ หนึ่งเก้า. จำได้ไหมจ๊ะ หลังจากไอ้พวกตชด.กับกระทิงแดงระดมยิงใส่ตึกคณะบัญชีที่เราถอยเข้าไปหลบกันใต้ถุนตึก?” 

เขาพยักหน้ายิ้ม ๆ แทนคำตอบ.

“พี่ยังสงสัยไม่หาย,” เธอดึงมือข้างขวาของเขาไปกุม, “ว่าเธอไปเรียนวิชาเอาตัวรอดในยามเป็นยามตายแบบนั้นมาจากไหน. พี่ยังจำได้ว่าตอนนั้นพี่เข่าอ่อนหมดแล้ว แต่มือเล็ก ๆ ของเธอ, ตอนนั้นมันยังเล็กนะจ๊ะ ไม่หนาหนั่นอย่างตอนนี้, มือข้างนี้ละจ้ะที่ทำให้พี่อุ่นใจจนบอกไม่ถูก. พี่เลยบอกตัวเองว่าเอาละวะ ไอ้เจ้าเด็กน้อยคนนี้มันจะพาเราไปไหนเราก็ไป. สุดท้ายเธอก็พาพี่หนีลงเจ้าพระยาแล้วก็ลอยคอกันไปจนถึงบ้านชาวบ้าน. แล้วชาวบ้านผู้ใจดีก็พาเราเข้าไปซ่อนในห้องของเขา. เธอทั้งเก่งทั้งกล้าหาญจริง ๆ.”

ว่าแล้วเธอดึงเขาให้ไปนั่งเก้าอี้ฝั่งโต๊ะตรงข้าม มองตาเขาด้วยความชื่นชม ระคนความปวดร้าวที่ผุดขึ้นมาจากห้วงลึกของความทรงจำเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเธอในเช้าตรู่วันนั้น.

“ผมไม่ได้ไปเรียนมาจากไหนหรอกครับ คงเป็นสัญชาตญาณของความเป็นเด็กข้างถนนเสียมากกว่า. นาทีนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากต้องพานางฟ้าของผมให้พ้นออกมาจากที่นั่นโดยเร็ว.”

“พอทีเถอะจ้ะ. เลิกเรียกพี่ว่านางฟ้าเสียที. เขินจ้ะ. อือ ที่พี่อยากจะบอกก็นั่นละ คือเห็นพวกเธอแล้วอดสงสารไม่ได้.”

“แต่เรารู้จักกันก่อนหน้านั้นนะพี่, ตั้งแต่คืนที่มีฉากดรามาคืนนั้นแล้ว.”

“ฉากอะไร? คืนไหน?”

“ก็คืนที่พี่กับเพื่อน ๆ ของพี่ออกมาซื้อข้าวแกงแล้วเจอผมถูกเพื่อน ๆ ห้าหกคนขึงพืดบนทางเท้าหน้าประตูท่าพระจันทร์ เอาช้อนสังกะสีขูดเนื้อตัวผมจนเลือดซิบทั้งตัว แล้วก็เอาซีม่าโลชั่นราด. ผมงี้ทั้งแสบทั้งปวดแทบจะขาดใจตายอยู่พอดี แล้วพี่กับเพื่อน ๆ พี่ก็มาเห็นเข้า เลยเข้าไปห้ามพวกมัน แถมยังช่วยกันตะโกนเรียกตำรวจเสียงสนั่นหวั่นไหว. พวกมันก็เลยเผ่นแน่บ. แต่พี่รู้มั้ยครับ คืนนั้นถ้าพวกพี่เข้าไปขวางมันไว้ทัน ก่อนพวกมันจะลงมือขูดผม ป่านนี้ผมก็คงถูกกลากเกลื้อนกินตายไปแล้วครับ.”

“อ้าวเหรอ, พี่จะไปรู้รึว่าเจ้าพวกนั้นมันกำลังช่วยเธอ? พี่เข้าใจว่ามันกำลังรังแกเธอเสียอีก. ไม่เห็นเธอเคยบอกเรื่องนี้พี่เลย...แน่ะ ดำ ดูนั่น! มีลูกค้าเข้าร้านจ้ะ.”

หนุ่มสาวชาวตะวันตกคู่หนึ่งเดินเข้ามาในร้าน. ดำแค่เหลือบตามอง ไม่มีทีท่าว่าจะแสดงตนเป็นเจ้าของร้าน. ทั้งคู่ยืนเหลียวซ้ายแลขวาอยู่หน้าเคาน์เตอร์ครู่หนึ่ง จากนั้นฝ่ายชายหันไปถามเขาด้วยภาษาใบ้ว่าคนขายอยู่ไหน. เขาตอบด้วยภาษาที่ใบ้ยิ่งกว่า คล้ายกับว่าเขาไม่ได้มีตัวตนอยู่ในโลก. ทั้งคู่จึงส่ายหน้า สาวเท้าออกจากร้าน. เขาลุกเดินไปพลิกป้ายที่แขวนอยู่บนประตูกระจก หันด้าน CLOSED ออกนอก แล้วปิดประตู ก่อนจะเดินยิ้มกริ่มกลับไปนั่งกับเธอ:

“เธอนี่ใจดำสมชื่อ!”

“ก็ชื่อร้านมันบอกอยู่แล้วนี่ครับ.”

“เออ ตอนเข้ามาพี่ก็ลืมดูชื่อร้าน. ชื่ออะไรนะ?”

“หากว่ารักก็ต้องรู้จักรอ...เหมือนกับที่ผมรอพี่นี่แหละ.”

“แน่ะ มาแนวถามวัวตอบควาย. พี่ถามชื่อร้านจ้ะ.”

“ก็นั่นละครับชื่อร้านผม.”

“มันยาวขนาดนั้นเชียวรึ แล้วใครจะไปจำได้?”

“ไม่ยาวนะครับ ‘หากว่ารักก็ต้องรู้จักรอ.’ แค่นั้นเอง.”

“อือ ก็เพราะดีนะ ออกแนวกวีหน่อย ๆ. แล้วไอ้สร้อยวลีที่ห้อยท้ายนั่นล่ะ?”

“อันนั้นผมแค่พูดเล่น...แต่มันก็มีความจริงเคลือบอยู่ด้วยนะครับ.”

“แน่ะ มาแนวกวีอีกรอบ. ตกลงว่าวันนี้เธอจะปิดร้านตั้งแต่เที่ยงเลย?”

“ครับ วันนี้จะปิดยาวไปเลย. เราจะได้คุยกันยาว ๆ ไงครับ.”

“ยอมขาดทุนไปวันนึง?”

“ยอมครับ. ก็พี่เองยังเคยยอมให้ผมขโมยตังค์วันละสิบบาทอยู่ตั้งหลายเดือน. ตอนนั้นสิบบาทก็ไม่ใช่น้อย ๆ.”

“อ้าว ต่างคนต่างยอม เป็นอันว่าจ๊าวกันไป.”

“พี่เล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับว่าสี่สิบกว่าปีมานี้ พี่หายไปไหน?”

เธอคลึงแก้วแชมเปญบนโต๊ะ เบือนหน้าไปมองระบำเปลวแดดนอกร้านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองตาเขา.

“พี่ก็เข้าป่า, ไปเป็นนักรบปลดแอกอยู่แถวอีสานเหนือ, ไปกับเพื่อน ๆ ที่รับพวกเธอไปเลี้ยงดูนั่นแหละ.”

“ผมนึกแล้ว. ผมไม่รู้หรอกว่าพี่ไปภาคไหน แต่เดาว่าพี่ต้องเข้าป่าแหง ๆ. แล้วหลังป่าแตกล่ะครับ?”

“หลังป่าแตกพี่ก็ออกมาใช้ชีวิตเงียบ ๆ อยู่พักนึง จากนั้นก็กลับไปเรียนต่อจนจบ แล้วก็ไปเป็นอาสาสมัครในค่ายผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่แม่สอด. ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ที่นั่นจ้ะ แต่ช่วงนี้ขอลามาพักร้อนสิบวัน.”

“พี่ไม่คิดจะทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างหรือครับ?” เขาถาม พร้อมกับเติมแชมเปญให้เธอ, “ผมหมายถึงว่าคนที่เข้าป่ารุ่นเดียวกับพี่ เขาออกมาเป็นใหญ่เป็นโตกันทั้งนั้น ทำไมพี่จึงยังตั้งหน้าตั้งตาอุทิศตนเพื่อคนอื่น แทนที่จะหันมาทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง?”

“ก็ที่พี่ทำ ๆ อยู่นี่แหละจ้ะ...,” เธอทิ้งจังหวะ ยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบ, “พี่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น เพราะทำแล้วสบายใจ. เอาจริง ๆ นะดำ คนเราไม่มีวันจะฝืนชะตาชีวิตของตัวเองไปได้หรอก. ดูอย่างเธอสิ จากเด็กจรจัด ใครจะไปคิดว่าเธอจะกลายมาเป็นเจ้าของร้านกาแฟน่ารักร้านนี้. เออ เรื่องมันไปยังไงมายังไงจ๊ะ เล่าให้พี่ฟังหน่อย พี่อยากรู้จัง.”

“จริง ๆ แล้วชีวิตผมไม่มีอะไรน่าภูมิใจนักหรอกครับ ทั้งสำหรับตัวผมเองและสำหรับพี่. ขืนเล่าให้พี่ฟัง พี่ก็จะผิดหวังในตัวผมเสียเปล่า ๆ.”

“ไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไรจ้ะ.”

พูดจบเธอหยิบกระเป๋าถือจากพื้นขึ้นไปวางบนตัก เปิดซิบ ดึงกระเป๋าสตางค์ออกมา. เขารีบกุมมือเธอ ดึงกระเป๋าสตางค์ใส่กลับลงไปในกระเป๋าถือ. 

“พี่จะจ่ายค่าอะไรล่ะครับ กาแฟเย็นผมก็ยังไม่ได้ชงมาให้พี่เลย? พี่นี่ไม่ยอมทิ้งความเป็นพี่กับผมเลยนะ!”

“แล้วเมื่อไหร่จะปล่อยมือพี่? เธอยังคิดว่าตัวเองเป็นเด็กรึไง? พี่หวิวนะจะบอกให้!”

“แล้วที่พี่กุมมือผมเมื่อสักครู่ล่ะครับ จะให้ผมรู้สึกยังไง? หรือพี่ยังคิดว่าผมเป็นเด็ก?”

“อ้าว จ๊าวกันอีก. ไม่เล่าก็ไม่เล่า.”

เขาปล่อยมือเธอ เอามือตัวเองไปกอดอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ประสานตากับเธอ.

“เล่าก็ได้ครับ.” เขาเอ่ย แววตาครุ่นคิด, “หลังผมหนีออกจากบ้านพี่ในซอยวัดเพลง ผมก็กลับไปตะลอนกับเพื่อนกลุ่มเดิม แต่เราไม่ได้รับหนังสือพิมพ์เข้าไปขายตามมหา’ลัยเวลามีการชุมนุมประท้วงกันอีกแล้ว เพราะรัฐบาลใหม่เขาห้ามชุมนุมทางการเมือง. เราก็เลยเที่ยวไปขออาหารก้นบาตรของพระกิน. วัดไหนพระใจดีก็ได้กิน วัดไหนพระใจดำก็อด แถมยังถูกตะเพิดออกจากวัดอีกต่างหาก. อยู่กันไปอย่างนั้นละครับ สองสามปีหรืออาจจะสามสี่ปีผมก็ไม่แน่ใจ จนเราจำได้หมดว่าพระวัดไหนใจมนุษย์ พระวัดไหนใจสัตว์.”

“อ้าว ชักของขึ้นล่ะสิ.”

“จริง ๆ ครับ. ก็เหมือนกับที่พี่เคยตะโกนใส่หน้าผมนั่นละครับว่าคนห่มเหลืองไม่ได้เป็นพระเสมอไป บางคนจิตใจต่ำช้ายิ่งกว่าเดรัจฉานด้วยซ้ำ. อ้อ ผมจำได้ว่าพี่ใช้คำว่าไอ้สัตว์นรก.”

“อ๊ะ พี่เคยหยาบคายยังงั้นเชียวรึ?”

“เคยครับ ผมยังจำติดหูอยู่เลย.”

“เมื่อไหร่?”

“ก็ช่วงที่ผมไปอยู่บ้านพี่ในซอยวัดเพลงนั่นแหละครับ. เช้าวันหนึ่งพี่ใช้ให้ผมออกไปซื้อนิตยสารจัตุรัสที่ปากซอย. ผมก็รีบวิ่งออกไปซื้อ. พอเจ้าของร้านเอานิตยสารใส่ซองกระดาษให้ ผมก็วิ่งเอามันไปส่งให้พี่. พอพี่เปิดซองแล้วเห็นพาดหัวบนปก พี่ก็อุทานดังลั่นว่าไอ้สัตว์นรก แล้วพี่ก็ตกใจ พี่ขอโทษผมที่หลุดคำสบถออกมา. ผมก็ตกใจนึกว่าพี่โกรธผม. พี่บอกว่าเปล่า พี่โกรธไอ้กิตติวุฑโฒ แล้วพี่ก็หันปกหนังสือให้ผมดู ผมยังจำได้ มันพาดหัวว่า ‘กิตติวุฑโฒ ภิกขุ บอกว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญมากกว่าบาป.’ ตอนนั้นผมรู้แค่ว่ากิตติวุฑโฒเป็นพระ แต่ไม่รู้ว่าเป็นพระแบบไหน มารู้เอาก็หลังจากเกิดเหตุนองเลือดในเช้าวันนั้นแล้ว. ครับ นั่นละ วัดที่พวกผมแก๊งเด็กจรจัดไปขอพึ่งพิงมีพวกห่มเหลืองแบบไอ้สัตว์ของพี่คนนั้นอยู่เยอะ. พวกมันด่าพวกนักศึกษาที่ถูกล้อมปราบในวันนั้นให้พวกเราฟังกันจนหูแทบปลิ้น. บางคนเวลาด่าก็ออกท่าออกทางเหมือนสัตว์ร้ายไม่มีผิด. พวกมันสะใจมากเลยครับที่พวกพี่ ๆ ถูกฆ่าในธรรมศาสตร์วันนั้น.”

“อ้าว กลับมาเข้าเรื่องของเธอได้แล้วจ้ะ.”

“ครับ. เราตะลอนไปขอกินตามวัดต่าง ๆ, เทียวไปเทียวมาอยู่อย่างนั้น น่าจะซักสามปีเห็นจะได้. จากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายไปตามวิถีทางของตัวเอง แล้วเราก็แทบไม่ได้เจอกันอีกเลย รู้แต่ว่าส่วนใหญ่เลือกทางสายโจร บางคนไปเติบโตในซุ้มมือปืน บางคนไปถูกยิงตายในบ่อนพนัน. แต่มีอยู่คนนึงครับ ทีแรกก็คิดว่ามันจะเลือกทางธรรม เพราะไปบวชเป็นพระ แต่สุดท้ายก็ได้ข่าวว่ามันถูกลูกศิษย์ตัวเองยิงตายเพราะหักหลังกันเรื่องค้ายา.”

เขาเว้นวรรคยาว, ขมวดคิ้ว, แววตาครุ่นคิด, คล้ายพยายามจะค้นหาเสี้ยวความทรงจำที่หล่นหาย. เธอยกขวดแชมเปญเติมให้เขา แม้ว่าในแก้วของเขายังเหลือเมรัยสีทองอยู่อีกสองสามจิบใหญ่.

“ผมเข้าใจพวกมันนะ เพราะตัวผมเองก็ต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดเหมือนกัน เพียงแต่ผมอาจจะโชคดีกว่าพวกมันหน่อย เพราะมีอยู่วันหนึ่ง มีสุภาพสตรีสูงวัยคนหนึ่งขี่รถหรูเอาของเข้าไปถวายวัด. พอดีช่วงนั้นพวกผมได้รับความเมตตาจากเจ้าอาวาสของวัดนั้นให้กินอยู่ในวัดของท่าน. เช้าวันนั้น ขณะพวกเราช่วยกันทำความสะอาดลานวัด ท่านก็สั่งเด็กวัดให้มาชวนพวกเราไปต้อนรับสุภาพสตรีคนนั้น. สุภาพสตรีคนนี้ละครับที่ช่วยพลิกชีวิตผม, ช่วยดึงผมให้พ้นออกมาจากปากเหยี่ยวปากกา.”

เจ้าตัวความเงียบฝูงใหญ่เดินผ่านหน้าพวกเขาไป. ต่างคนต่างออกอาการอึดอัด.

“พี่เล่าประสบการณ์ในป่าของพี่ให้ผมฟังหน่อยสิครับ.” ในที่สุดเขาเอ่ย.

“เฮ้อ...มันก้อ...คล้าย ๆ กับเรื่องของพวกเธอนั่นละจ้ะ,” เธอตอบเนือย ๆ, 

“เพียงแต่ว่าพวกเรามีอุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจน แล้วก็คาดหวังกับมันมากเกินไป. เราเข้าป่าจับปืนหมายจะกลับมายึดอำนาจรัฐ เปลี่ยนแปลงสังคมให้มันยุติธรรม ปราศจากการกดขี่ขูดรีด แต่สุดท้ายเราก็พ่ายแพ้. พอกลับออกมาต่างคนต่างก็แยกย้ายไปตามทางของตน, หลายคนเปลี่ยนสีแปรธาตุ ขายตัวขายจิตวิญญาณเพื่อความอยู่รอด. เข้ากันไปเป็นพันเป็นหมื่น พอกลับออกมาเหลือแค่หยิบมือที่ยังดักดานกินอุดมการณ์เหมือนพี่. เพราะอุดมการณ์กินแล้วยากจน. เรื่องของพี่ก็มีอยู่แค่นั้น. แต่เรื่องของเธอ มันกุด ๆ ยังไงชอบกลนะ หรือว่าเธอตั้งใจจะกั๊กเอาไว้ให้พี่ลุ้น?”

“เดี๋ยวนะพี่. พี่กินเที่ยงมาแล้วยังครับ?”

“เรียบร้อยแล้วจ้ะ เพิ่งล่อผัดไทยเข้าไปชามเบ้อเริ่ม อิ่มแปล้ไปเลย. แล้วเธอล่ะ?”

“ผมก็เรียบร้อยแล้วครับ เจอปิซซามอสซาเรลลาเข้าไปถาดใหญ่ อิ่มจุกไปเหมือนกัน. งั้นพี่รอเดี๋ยวนะ ผมจะไปชงกาแฟเย็นมาให้.”

เขาลุกจากเก้าอี้ พาร่างสูงใหญ่สมส่วนกลับไปหลังเคาน์เตอร์. เธอกวาดสายตาไปรอบห้องอีกครั้ง; มองโต๊ะเก้าอี้สี่ชุดกระทัดรัดที่เห็นได้ชัดว่าถูกออกแบบให้กลมกลืนกับพื้นสไตล์โมเสคลวดลายใบโพธิ์ มองภาพเขียนสีน้ำมันของกระท่อมน้อยกลางป่าเขียวครึ้ม มองเคราฤาษี ชายผ้าสีดา แล้วมาหยุดอยู่ที่เดหลีกับกวักมรกตที่กำลังชูดอกเย้ายวนกันและกัน.

เขากลับมาพร้อมกับกาแฟสองถ้วย, ร้อนถ้วย, เย็นถ้วย.

“พี่นั่งยิ้มอยู่คนเดียว กำลังคิดถึงใครอยู่หรือเปล่าครับ?” 

“เปล๊า เปล่าจ้ะ พี่แค่รู้สึกจั๊กจี้ขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไร. ว่าแต่ว่าเรื่องของเธอน่ะยังค้างเติ่งอยู่นะ. ตกลงจะไม่เล่าต่อให้จบใช่มั้ย?”

“ผมเล่าถึงไหนแล้วครับ?”

“สุภาพสตรีสูงวัยคนนั้น.”

“อ้อครับ. ท่านแต่งชุดไทย สวมเพชรนิลจินดาเต็มข้อมือ เต็มคอ เหมือน ๆ คุณหญิงคุณนายทั่วไปนั่นละครับ. ท่านเป็นคนรูปร่างท้วม หน้าตาไม่ได้สะสวยอะไร แต่ใจดีมาก. วันนั้นท่านเอาเงินไปถวายวัด. พวกเด็กวัดก็มาชวนพวกผมให้ไปรับท่านจากลานจอดรถ แล้วพาท่านไปส่งที่กุฏิของเจ้าอาวาส. ปรากฏว่าระหว่างทางท่านชวนผมคุยคนเดียว ไม่สนใจคนอื่นเลย. ช่วง...”

“ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร,” เธอขัดจังหวะ มองเขายิ้ม ๆ, “หน้าตาเธอน่ารักออก, ผิวคมขำ ผมหยิก ตาโต. ยิ่งพอกลากเกลื้อนวงเดือนบนเนื้อตัวเธอหายไปหมดในช่วงก่อนที่เธอจะหายไปจากบ้านพี่ เธอยิ่งดูน่ารัก น่ากอดมาก.”

“ช่วงสาย ๆ,” เขาว่าต่อ, หน้าตาย, คล้ายไม่ได้ยินมธุรสวาจาของเธอ, “พอท่านจะกลับ เจ้าอาวาสก็ใช้ให้เด็กวัดคนหนึ่งมาตามตัวผมไปพบ. พอผมไปถึงกุฏิของท่าน ท่านก็บอกให้ผมเดินไปส่งสุภาพสตรีคนนั้นที่รถของท่าน. ผมบอกหลวงพ่อว่าผมจะไปเรียกเพื่อน ๆ มาด้วย ท่านบอกว่าไม่ต้อง ให้ผมไปคนเดียว เพราะสุภาพสตรีคนนั้นมีเรื่องจะคุยด้วย.”

“ชักจะน่าตื่นเต้น!”

“สุภาพสตรีท่านนั้นจอดรถไว้ใต้ต้นจามจุรีกลางวัด ห่างจากกุฏิของหลวงพ่อสักนาทีเดินเห็นจะได้. ช่วงที่เดินกันไปนั้นเราคุยกันแค่ไม่กี่คำ แต่ท่านโอบไหล่ผมไปตลอดทาง. แต่พอเราไปถึงรถของท่าน ท่านไม่ยอมขึ้นรถครับ ท่านชวนผมไปนั่งบนโต๊ะหินติดกับโคนจามจุรีต้นนั้น แล้วก็เล่าให้ผมฟังว่าท่านรู้เรื่องเกี่ยวกับผมหมดแล้วจากปากหลวงพ่อ. ท่านบอกว่าชีวิตท่านก็ขมขื่นไม่แพ้ชีวิตผม เพราะสามีของท่านซึ่งเป็นนายทหารยศพลเอกมีกิ๊กหลายคน. ท่านคิดจะหอบเสื้อผ้าออกจากบ้านไปหลายหน แต่สุดท้ายก็หาวิธีดับทุกข์ด้วยการทำบุญกับวัด แต่ท่านบอกว่าเอาเข้าจริงมันดับทุกข์ได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เพราะความแค้นในใจท่านมันไม่ยอมหายไปไหน. ท่านเล่าให้ผมฟังละเอียดยิบเลยครับว่ากิ๊กของสามีท่านแต่ละคนหน้าตาและนิสัยใจคอเป็นยังไง สามีท่านหลงไหลคนไหนมากกว่ากัน เล่าไปร้องห่มร้องไห้ไป. ผมไม่รู้จะช่วยท่านได้ยังไง ก็เลยจับมือท่านไปบีบไปนวดให้ ทำให้ท่านยิ้มออกมาได้ ยิ้มทั้งน้ำตา แล้วก็ขอดูลายมือผม. ท่านอ่านลายมือเก่งครับ...”

“ท่านว่าไงจ๊ะ?” 

“ท่านบอกว่าผมจะพ้นวิบากกรรมในอีกไม่นาน.”

“เพราะอะไรจ๊ะ?”

“ท่านบอกว่าท่านจะรับผมไปเลี้ยงครับ.”

“เลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม?”

“มากกว่านั้นเยอะครับ.”

“เลี้ยงต้อย! ฮ่ะ ๆ ๆ พี่ล้อเล่นน่ะจ้ะ.”

เขายิ้มขื่น ๆ ก่อนจะพึมพำคล้ายพูดกับตัวเอง, “ครับ.”

“หมายความว่า...?”

“พี่อาจจะล้อเล่น แต่มันเป็นความจริงครับ. ท่านบอกว่าถึงเวลาที่ท่านจะได้แก้แค้นสามีของท่านเสียที แต่เรื่องทำบุญท่านก็จะทำต่อไป.”

“นางก็เลยต้องกินเด็กอ่อน!”

“ถ้าจะเรียกว่ากิน ท่านก็กินผมตอนผมสิบเจ็ดสิบแปดแล้วครับ.”

“โอว์ แอบเลี้ยงไว้ตั้งหลายปี. แล้วเธอไม่กลัวว่าสามีนางจะเอาเธอตายหรอกหรือ?”

“เขาไม่เคยสนใจท่านเลยครับ ไม่ว่าท่านจะไปทำอะไรที่ไหน. ผมไม่เคยเห็นหน้าเขาด้วยซ้ำ.”

“อ้าว แล้วเวลาเธอไปพบนางล่ะ?”

“ท่านเป็นคนมาหาผมเองครับ.”

“ที่วัด?”

“เปล่าครับ. ท่านซื้ออพาร์ตเมนต์แถวบางนาให้ผมชุดหนึ่งครับ. เวลาท่านอยากเจอผม ท่านก็ขับรถไปหาผมที่นั่น.”

“นับเป็นบุญวาสนาของเธอที่ได้เจอนาง.”

“ก็จริงครับ ผมโชคดีมาก ท่านมีเมตตากับผมอย่างที่สุด. ผมได้กลับไปเรียนหนังสือจนจบมหาวิทยาลัยก็เพราะท่าน. ร้านกาแฟร้านนี้ท่านก็ให้เงินผมมาเปิด. นับเป็นบุญวาสนาของผม แต่มันก็มีบาดแผลของความอดสูใจติดมาด้วย. ผมพ้นวิบากกรรมมาได้ก็จริง แต่บาดแผลนั้นมันกลายเป็นแผลเป็นที่ฝังลึกและจะไม่มีวันหาย, ผิดกับเพื่อน ๆ ของผมที่ถูกชะตาชีวิตลิขิตให้เดินทางโจร แต่พอสุดทาง พวกมันก็พ้นวิบากกรรมไปชั่วนิจนิรันดร์. ผมต้องบอกพี่ตรง ๆ ครับว่าผมโตมากับมือผู้หญิงล้วน ๆ.”

“มีแม่ยกหลายคน?”

“ครับพี่.”

“แล้วท่านผู้มีเมตตาของเธอคนนั้นล่ะ?”

“ท่านเสียไปหลายปีแล้วครับ ถูกหลายโรครุมเร้า โรคซึมเศร้าด้วย.”

“อือ ว่าแต่ว่าวันนี้เธอต้องขาดรายได้ไปครึ่งวันสินะ.” 

“ช่างมันเถอะครับ! ผมอาจจะได้กำไรเป็นพันเท่า ถ้าสามารถชวนพี่ซ้อนท้ายมอไซค์ไปเที่ยวบ้านผมได้.”

“แล้วทำไมจะไม่ได้? เออ ดีเหมือนกัน จะได้ไปรู้จักกับลูกเมียของเธอด้วย.”

“ผมอยู่คนเดียวครับพี่. เคยสร้างครอบครัวมาสองครั้งก็พังไม่เป็นท่าทั้งสองครั้ง เข็ดแล้วครับ.”

ความเงียบแทรกเข้ามาขัดจังหวะอีกครั้ง, เงียบดุจดั่งลมปีกของผีเสื้อ. ต่างคนต่างเบือนหน้าไปมองผ่านผนังกระจก. ตะวันเริ่มบ่ายคล้อย ชายชราตาบอดคนหนึ่งยืนเป่าขลุ่ยอยู่ด้านนอกอย่างเดียวดาย. เขาหันกลับมามองใบหน้าของเธอ ขณะเธอยังเหม่อมองวณิพกคนนั้น, มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างคลึงแก้วกาแฟ, คล้ายพยายามเงี่ยหูฟังเสียงขลุ่ยของแก. เขาแย่งมือเรียวงามของเธอจากแก้วกาแฟไปกุมไว้ในมือทั้งสองของตัวเอง.

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2565

“อยากได้ไอเดียใหม่น่ะเหรอ? …ลองคิดนอกกรอบดูสิ”


พูดน่ะทำง่าย แล้วการคิด “นอกกรอบ” (Lateral Thinking) แบบที่สื่อกระแสหลักว่ากันน่ะ…มันเป็นอย่างไร? ต้องเริ่มจากตรงไหน? ทำอะไรก่อนหลัง?

หลายคนอาจมองว่าการคิดนอกกรอบ คือการตัดสิ่งที่มีอยู่ทิ้งไปก่อน แล้วเริ่มต้นคิดจากศูนย์…แต่ความจริงแล้วตรงกันข้ามเลย เพราะทุกไอเดียแสนบรรเจิดล้วนมาจากการคิดต่อยอดจากของเก่าทั้งสิ้น 

เพียงแต่การคิดนอกกรอบ…มีบางอย่างที่ต่างจากพวก

Lateral Thinking เทคนิคการคิดแบบนอกกรอบ

เดิมที บริษัทมักจมปลักอยู่กับวิธีที่พิสูจน์มาแล้วว่าเวิร์ค (Best practice) แต่การเฟ้นหาไอเดียใหม่ๆ ระดับปฏิวัติวงการ ไม่สามารถทำสิ่งเดิมๆ (แม้จะดี) แล้วคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ ได้

ประเด็นนี้ Lateral Thinking หรือการคิด “นอกกรอบ” จะช่วยเราได้มาก Lateral Thinking เป็นคำที่ Dr. Edward De Bono นักจิตวิทยาด้านสมองและประสาทบุกเบิกใช้คำนี้ตั้งแต่หลายทศวรรษที่แล้วจนกลายเป็นคำยอดฮิตในวงการครีเอทีฟปัจจุบัน

Dr. Edward De Bono เผยว่า การคิดนอกกรอบแฝงอยู่ใน “รายละเอียด” เล็กๆน้อยๆ ถ้าเราสังเกตรอบตัวจะพบว่า นวัตกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ มักเกิดจากการพัฒนาให้ดีขึ้นเล็กน้อย…แต่มากจุด (เปลี่ยนน้อย แต่ ปริมาณเยอะ)

เทคนิคคือ รวบรวมมาก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้า “ต้องทำ” เป็นปกติอยู่แล้วเวลาบริโภคสินค้า-บริการ

เช่น มือถือสมัยก่อน สิ่งที่ต้องทำคือกด “ปุ่ม” เพื่อใช้งานต่างๆ ทีนี้เราอาจหยิบ “ปุ่ม” มาครุ่นคิดต่อว่าจะทำอะไรกับมันได้บ้าง? 

ลดจำนวนปุ่มดีไหม?
ออกแบบปุ่มให้เบากดง่ายดีไหม?
หรือตัดปุ่มทิ้งไปเลย?!! แล้วเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทน?!! (ออกมาเป็นทัชสกรีน)

นี่คือหนึ่งในรายละเอียดที่ Steve Jobs นำมาใช้ปฏิวัติวงการมือถือได้สำเร็จ และส่งบริษัท Apple ให้ขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดนับแต่นั้นมา

และบางครั้ง การคิดนอกกรอบไม่ได้โฟกัสแต่เรื่องความสดใหม่ ความทันสมัย เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดเสมอไป…แต่เกิดจากการมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ และหยิบมา “ประกอบ” (Construct) เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นนวัตกรรม

Gunpei Yokoi วิศวกรชาวญี่ปุ่นสะท้อนเรื่องนี้ได้ดีมาก จากมุมมองของเหล่าวิศวกรหัวกะทิ Gunpei Yokoi เป็นแค่ “คนกลางๆ” (Generalist engineer) ไม่ได้เชี่ยวชาญวิศวกรรมชั้นเลิศ ไม่ได้มีทักษะพิเศษแต่อย่างใด แต่คนกลางๆ คนนี้กลับสร้าง Impact ได้มากกว่าเหล่าหัวกะทิซะอีก

เพราะเขาคือผู้คิดค้น “Nintendo Game Boy” นั่นเอง เขาเลือกนำเทคโนโลยีเก่าๆ (ที่นักประดิษฐ์มองข้าม) และหยิบมันมาประยุกต์ใช้กับสิ่งที่มีอยู่อย่างสร้างสรรค์ (Lateral Thinking with Withered Technology)


จากมุมมองของนักประดิษฐ์ Nintendo Game Boy ไม่ใช่อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าเหนือชั้นแต่อย่างใด (ไม่เหมือนสมัยที่ iPhone 1 เปิดตัว) 

Nintendo Game Boy เป็นสินค้าที่เปิดตัวในยุค 1990s ที่ใช้เทคโนโลยีจากยุค 1970s

แต่สะดวก พกพาง่าย แบตเตอรี่ใช้ได้งาน
และดีไซน์ไม่หวือหวา ผู้ใหญ่ก็เล่นได้
สุดท้ายมันตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างมาก “Nintendo Game Boy” กลายเป็นอุปกรณ์เล่นเกมที่ขายดีที่สุดในศตวรรษที่ 20

นอกจากนี้ Myth หรือมายาคติที่คนมักมีต่อการคิดนอกกรอบคือ “ใช้ความรู้สึกสิ ปล่อยใจไปกับมัน…เดี๋ยวไอเดียเจ๋งๆ ก็เด้งออกมาเอง!”

เรื่องนี้อาจเป็นจริงสำหรับอัจฉริยะบางคน แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ การคิดนอกกรอบต้องใช้ “หลักการ” เชิงตรรกะเหตุผลมากกว่าที่คิดเยอะ 

รู้ปัญหาถึงแก่น ด้วยการคิด 6 มิติ 

Lateral Thinking เป็นกระบวนการคิดสร้างสรรค์ที่มี “หลักการ” ลุ่มลึกกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด โดย Dr. Edward De Bono กล่าวว่าสามารถแบ่งกลุ่มความคิดได้เป็น “6 มิติ” ด้วยกัน (ภายหลังถูกแตกต่างกันไป เช่น กล่อง/หมวก) โดยแต่ละมิติจะถูกแทนด้วย “สี” ได้แก่

สีขาว = ข้อเท็จจริง
สีเขียว = ไอเดียเสนอแนะใหม่ๆ
สีเหลือง = จุดเด่นด้านบวก (โอกาส / การต่อยอดไอเดียใหม่ / จุดแข็ง)
สีดำ = จุดเด่นด้านลบ (ปัญหา / ความเสี่ยง / จุดด้อย)
สีแดง = อารมณ์ความรู้สึก (ชอบ / ไม่ชอบ / ไม่ถูกจริต)
สีฟ้า = การจัดระเบียบความคิด การบริหารจัดการ
โดยในการขบคิดแต่ละครั้ง (เช่น ในที่ประชุมที่มีผู้เกี่ยวข้อง 10 คน) จะให้ทุกคนคิดแค่ 1 มิติ (1 สี) เพื่อที่จะสามารถ “โฟกัส” ไปที่เรื่องนั้นเรื่องเดียว ก่อนจะสลับ “หมุนเวียน” ไปสีอื่นๆ จนครบ


เช่นถ้าครั้งนี้เลือก “สีดำ” ก็ต้องนำเสนอแต่ปัญหาอุปสรรค
คู่แข่งเปิดตัวสินค้าใหม่ตัดหน้า 1 อาทิตย์
คอนเทนต์ที่ปล่อยไปไม่ Viral ยอด View ไม่ถึง 100,000
ผลกระทบจากโควิด ทำให้จำนวนสปอนเซอร์หายไป 40%
ถ้าเลือก “สีแดง” ก็ต้องนำเสนออารมณ์ความรู้สึก
“เรื่องอื่นโอเคหมดเลย ไม่ติดอะไร…แต่แค่รู้สึกไม่ชอบดีไซน์”
“รู้สึกว่า ดารา A ภาพลักษณ์บุคลิกท่าทางดูเข้ากับแบรนด์เรามากกว่า”
ถ้าเลือก “สีขาว” ก็ต้องนำเสนอเพียงข้อเท็จจริง

ญี่ปุ่นเปิดฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวไทยเมื่อปี 2013

ปี 2013 นักท่องเที่ยวไทยไปญี่ปุ่น 219,000 คน ใช้จ่าย 9.1 พันล้านบาท

ปี 2019 นักท่องเที่ยวไทยไปญี่ปุ่น 1,148,000 คน ใช้จ่าย 4.2 หมื่นล้านบาท

เพียง 6 ปีหลังจากฟรีวีซ่า จำนวนนักท่องเที่ยวไทยไปเยือนญี่ปุ่นมากขึ้นเกือบ 6 เท่าตัว ยอดใช้จ่ายสูงขึ้นเกือบ 5 เท่าตัว

แต่ละสี-แต่ละมิติ ไม่ได้มีความสำคัญหรือเร่งด่วน (Priority) มากน้อยไปกว่ากัน เป็นเพียงการ “จัดระเบียบความคิด” ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เท่านั้นเอง


การคิดแบบ 6 มิตินี้ช่วยให้เราไม่ “ฟุ้งซ่าน” คิดโน่นคิดนี่สะเปะสะปะจนจับประเด็นหลักไม่ได้

สุดท้ายเราจะเห็นว่า Lateral Thinking การคิดนอกกรอบเป็นกระบวนการคิดที่ยังคงใช้ตรรกะเหตุผลอย่างเข้มข้นอยู่ เพียงแต่เป็นการคิดไม่เหมือนปกติ มองในมุมกลับ ตั้งคำถามอย่างชาญฉลาด

หาวิธีการใหม่ๆ เพื่อผลลัพธ์ใหม่ๆ สุดครีเอทีฟนั่นเอง

การเดินทางของวิญญาณ

 


- ตอน 1 

-เพดานสีขาว ผนังสีขาว ห้องสีขาว...

สติสัมปชัญญะของเขาคืนมาขณะที่เขาลืมตาขึ้น เห็นเงาร่างผู้หญิงคนหนึ่งถือเข็มฉีดยา จ่อบนขาหนีบของเขา เขาพูดว่า “คุณจะฉีดอะไร?” พลันได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นหวีดร้อง สักพักเห็นคนสองสามคนกรูเข้ามาหาเขา ทั้งหมดสวมชุดสีขาว

คนที่หวีดร้องสวมชุดพยาบาลชี้ที่เขา ร้องว่า “เขายังไม่ตาย...”

ชายสวมเสื้อกาวน์สีขาวเอ่ยว่า “เป็นไปได้ยังไง?”

เขาจำชายคนนี้ได้ดี คือหมอสวัสดิ์ ชาญชีวิน หมอที่รักษาเขา

เขาพูดเสียงแผ่ว “เกิดอะไรขึ้น?”

หมอว่า “คุณดำรงตายไปแล้ว ฟื้นขึ้นมา”

เขาจำได้แล้ว เขาป่วยหนักด้วยโรคไต ค่ำคืนหนึ่งเขานั่งดูโทรทัศน์แล้วหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาพบว่าเขาอยู่ในโรงพยาบาล ภรรยาเขาบอกว่าเขาหน้ามืดล้มลง จึงนำตัวส่งโรงพยาบาล เขารักษาตัวที่นี่ได้สองวัน ตอนหัวค่ำเขาหลับไป ตื่นขึ้นมาเห็นพยาบาลสาวกำลังจะฉีดยาเขา เขาไม่เข้าใจสิ่งที่หมอพูด

“คุณดำรงตายไปแล้วด้วยภาวะโรคไตวายเฉียบพลัน เราวางศพคุณไว้สองชั่วโมง ตามขั้นตอน หลังจากนั้นพยาบาลก็จะฉีดฟอร์มาลีนให้คุณ แต่ไม่ทันฉีด คุณก็ฟื้น”

“ผมตายไปแล้วฟื้นหรือ?”

“โดยหลักที่ผมเรียนมา คุณตายไปแล้วแน่นอน หัวใจคุณหยุดเต้น เส้นกราฟสมองนิ่ง ใช่ คุณตายไปแล้ว และฟื้นขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด”

หมอตรวจร่างกายเขาอย่างละเอียด “รู้สึกยังไง?”

“ถ้าไม่ใช่เพราะเพลียจากโรคประจำตัว ผมก็สบายดี เหมือนนอนหลับแล้วฝันไป”

“คุณฝันด้วยหรือ?”

“ถ้าสิ่งที่เราเห็นตอนที่ตายไปชั่วคราวเรียกว่า ‘ฝัน’ ก็ใช่ครับ ผมฝันไป แต่ผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นความฝัน มันเหมือนเป็นเรื่องจริง...”

“ไหนเล่าซิว่าคุณเจออะไร?”

“ผมรู้สึกตัวว่าเดินเข้าไปในอุโมงค์แห่งหนึ่ง ทีแรกผมรู้สึกหนาวเย็นเหมือนเดินเข้าไปในห้องเย็นหรือห้องเก็บน้ำแข็ง แต่ผ่านไปสักพัก ผมรู้สึกอุ่นสบาย ผมเดินไปเรื่อย ๆ ข้างหน้าผมเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี ลมอ่อน ๆ พัดโชยมา ยอดหญ้าพลิ้วไหวไปตามแรงลม ผมเห็นท้องฟ้าสีส้ม สวยงามมาก ผมได้กลิ่นหอมของดอกไม้ ผมพบคนกลุ่มหนึ่ง ก็คือญาติพี่น้องของผมรวมทั้งพ่อแม่ผมที่ตายไปแล้ว พ่อแม่ยิ้มแย้มดีใจที่เห็นผม เรากอดกัน พ่อบอกให้ผมเดินข้ามทุ่งหญ้าไปที่ตึกหลังหนึ่ง ผมเดินเข้าไปในตึก พบว่ามันเป็นโรงพยาบาล ก็คือโรงพยาบาลนี้เอง ผมเปิดประตูเข้าไป เห็นหมอกับนางพยาบาลเดินไปมา ผมเดินไปที่ห้องคนไข้คนหนึ่งที่เพิ่งเสียชีวิต ผมไปหยุดดูศพเขา...”

“ใคร? คุณดำรงรู้จักเขาไหม?”

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565

นิยายเรื่องฮ๊อทสุด





ดาราสาวถูกล่อให้ขึ้นเรือโดยผู้จัดการของนางเอง ระหว่างอยู่บนเรือ ดาราสาวถูกมอมเหล้า และถูกเสี่ยบนเรือลวนลาม ผู้จัดการไม่ช่วย เพราะเป็นนกต่อขายดาราให้เสี่ย ระหว่างลวนลาม มีการต่อสู้กันบนเรือ นางเอกวิ่งไปท้ายเรือ แต่ถูกสมุนเสี่ยที่เป็นกะเทยดักไว้ จึงมีการต่อสู้กับกะเทยด้วย จนพลาดท่าตกน้ำ เนื่องจากดาราสาวว่ายน้ำไม่แข็ง บวกกับน้ำเชี่ยวน้ำลึกและมืด จึงตะเกียกตะกายได้สักพัก แต่ถูกใบพัดเรือกรีดจนเป็นแผลใหญ่บนที่ต้นขา

ในที่สุด เมื่ออ่อนแรง ก็จมลึกลงสู่ก้นแม่น้ำ เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจในที่สุด ทีนี้ คนที่เหลือตกใจ รีบแต่งเรื่องว่าพาดาราสาวมาเที่ยว กะเทยท้ายเรือเสริมว่า ให้บอกว่าดาราสาวปวดฉี่ แล้วพลาดท่าตกน้ำ นี่คือเรื่องราวที่คนเหล่านี้บอกตำรวจและสื่อ

…เมื่อเรื่องบานปลาย แม่ดาราสาวออกมาฉะผู้จัดการลูกสาวตัวเอง ด่าว่าไร้ความรับผิดชอบ ไม่แจ้งข่าวร้ายให้ตนเองทราบ และเชื่อว่านี่คือการฆาตกรรม ด้านผู้จัดการอ้างว่า ไม่ได้ไปทำงาน แต่ไปเที่ยว จึงไม่ต้องดูแลดารา และไม่อยากให้ดาราตาย เพราะเท่ากับตัดรายได้ตน นางผู้จัดการยังบอกด้วยว่า ที่ไม่โทรหาแม่เพราะแม่ไม่ใข่นักประดาน้ำ และที่กลับบ้านก่อนก็เพราะจะไปร้องไห้ที่บ้าน ในที่สุด เกิดสงครามวาทะระหว่างแม่ดาราและผู้จัดการตัวแสบ

…ด้านตำรวจ ได้ทำการสอบสวนคดีตามที่สื่อโซเชี่ยลมีเดียชี้นำ ได้ทำการตรวจสอบใบพัดเรือที่เชื่อว่าอาจเป็นเหตุให้ดาราสาวเสียเลือดระหว่างตกน้ำ แต่จงใจทำใบพัดตกน้ำ พองมขึ้นมากลายเป็นใบพัดใหม่ ทั้งนี้ เพราะหนึ่งในผู้รอดชีวิตยัดเงินตำรวจเพื่อเป็นค่าซ่อมแซมโรงพักจำนวน 3 ล้านบาท แต่ตำรวจปฏิเสธว่าไม่จริง การเปลี่ยนใบพัดก็เพื่อต้องการทำลายหลักฐาน

…ต่อมา แม่ดาราเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รอดชีวิตจำนวนเงิน 30 ล้านบาท เสี่ยที่ลวนลามดาราสาวยังไม่รับปากว่าจะจ่ายหรือไม่ แต่เสี่ยคนนี้มีสายตรงถึงในวัง หวังว่าจะใช้สายตรงนั้นคลี่คลายคดีนี้โดยเร็ว จึงอาจมีการจ่ายเงิน 30 ล้านจริง แต่สุดท้าย แม่ดาราสาวน่าจะร่วมมือกับผู้จัดการ เซ็ทเรื่องนี้ขึ้นเพื่อเงิน 30 ล้าน โดยแม่ดาราสาวจะแบ่งให้ผู้จัดการ 10 ล้านบาทเป็นค่าเหนื่อยและค่าถูกสังคมประนาม เมื่อชำระเงิน ก็จะจบเรื่อง คนที่เหลือ ส่วนหนึ่งไปบวช อีกส่วนถอนตัวออกจากแวดวงบันเทิง ส่วนคุณแม่ นั่งนับเงิน 20 ล้านบาทในบัญชี 

จบบริบูรณ์
CR:Pavin Chachavalpongpun


 เจ็บ จ่าย จบหรือเปล่า แต๊งค์ ลั่น ตร.เลือกปฏิบัติเพราะคนบนเรือมีเงิน?


----------------------
- แม่เลิกกับพ่อแตงโมตั้งแต่3ขวบ พ่อเอาบ้านกับรถยกให้แม่ เพื่อแลกกับผู้หญิงเพียงคนเดียวนั้นก็คือลูกสาวที่ชื่อแตงโม
- แม่ไปมีสามีใหม่เป็นท่านทูต มีลูกใหม่และหายจากชีวิตแตงโม
- ส่วนพ่อย้ายมาอยู่อพาร์ทเม้น ห้องเช่ากัน2คนพ่อลูก ปากกัดตีนถีบเลี้ยงจนแตงโมจนเข้าวงการบันเทิง
- แตงโมรถคว่ำ เย็บ140เข็ม แม่ไม่เคยมาเยี่ยม มีแค่พ่ออยู่ข้างๆกัน2คน คอยเฝ้าดูแลแตงโมลูกสาวเพียงคนเดียว
- แตงโมและพ่อย้ายบ้านย้ายที่อยู่หนีแม่บ่อยมาก เพราะแม่ชอบตามมาแอบดูตามสืบว่าแตงโมอยู่ไหน
- ตอนปี52 มีข่าวแม่เรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากแตงโมแต่ก็มาแก้ข่าวทีหลัง
- แตงโมแต่งงานกับโตโน่ แม่ไม่ได้มาร่วมแสดงความยินดี ผู้ใหญ่ทางฝั่งเจ้าสาวมีแค่พ่อโส พ่อที่เป็นโลกทั้งใบของแตงโมเพียงคนเดียว
- แตงโมฆ่าตัวตาย แม่ไม่เคยมาเยี่ยมมาดูแล มีแค่พ่อคอยอยู่ข้างๆกัน2คนพ่อลูก พ่อให้สัมภาษณ์ว่าถ้าแตงโมตายจริงๆ พ่อจัดงานศพลูกสาวเสร็จคงตายตาม เพราะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีแตงโม
- จนพ่อเข้าโรงพยาบาล แม่กลับเข้ามาในชีวิตแตงโมอีกครั้งแบบเต็มตัว เปิดเผยและเปิดตัวว่าเป็นแม่ มาเยี่ยมพ่อบ่อยๆจนสุดท้ายแตงโมใจอ่อนและคืนดีกับแม่ เริ่มพาแม่ออกรายการต่างๆ
- 36ปีที่ผ่านมา อยู่แค่กับพ่อ2คน ผ่านมรสุมต่างๆก็กอดกันแค่2คน ตามสื่อถึงได้เห็นแตงโมเข้าวงการมา20กว่าปี มีแค่ออกรายการแค่กับพ่อ มีข่าวต่างๆก็จะมีพ่อนั่งข้างๆ แตงโมและพ่อจะบอกตลอดว่าเรามีกันแค่2คน (แม่ไม่เคยมีบทในชีวิต) พึ่งมามีบทช่วงพ่อป่วยและกลับมาดีกับแตงโม
- พอพ่อเสียเมื่อ2ปีที่แล้วแม่แอบมาเข้าบ้านแตงโม แอบขนของในบ้านของพ่อออกไปจนแตงโมต้องเปลี่ยนรหัสเข้าบ้าน
- หลังพ่อเสีย แตงโมเป็นซึมเศร้าหนักมากเพราะสูญเสียกำลังใจเดียวในชีวิต โลกทั้งใบแตกสลาย มีแค่เพื่อนที่ผลัดกันมานอนกับแตงโมทุกวัน ไม่ปล่อยให้แตงโมอยู่คนเดียว มาเฝ้าที่บ้านวันละ10-20คน นอนเรียงกันในบ้าน ส่วนแม่ไม่เคยมานอนหรือมาเฝ้า แม่มาหาแตงโมครั้งเดียวตอนแอดมิดนอนโรงบาลแผนกจิตเวช (แตงโมโทรหาอยากให้มาเยี่ยม)
- แตงโมเสียชีวิตวันแรกๆ เข้าบ้านไปขนทรัพย์สินแตงโมออกจากบ้านแล้วเรียบร้อย และให้แอนนากับเบิร์ด รับแมวแตงโมไปเลี้ยง
- งานศพยังไม่ทันจัด แม่ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกแล้วเรียบร้อย
- แม่ยอมรับเงิน30ล้าน พร้อมทั้งให้อภัย โรเบิร์ต และ ปอ ยอมรับเป็นลูกอีก2คน (คนที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของลูกสาว) ส่วนที่เหลือไม่ให้อภัย
**ใครอยากแชร์ เราโพสไว้หน้าเฟสนะ ในกลุ่มแชร์ไม่ได้ ก็อปได้ค่ะ อนุญาตจ้า https://www.facebook.com/groups/634791290746287/posts/1135283984030346/



วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563

เรื่องแสบ ๆ ของฝรั่ง

โพสต์เมื่อ 18 พย. 2013
เรื่องแสบ ๆ เกี่ยวกับผู้หญิงไทยและฝรั่ง โดยมากเรามักจะได้ยินแต่เรื่องฝรั่งถูกกระทำโดยผู้หญิงไทย เพื่อให้ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ เราจึงควรมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิงไทยถูกกระทำโดยฝรั่งบ้าง เพื่อผู้หญิงที่คิดจะมุ่งมั่นหาสามีฝรั่งได้ยั้งคิดบ้างนะคะ

เรื่องแรกคือเรื่องของนิดผู้หญิงบาร์ที่ถูกออฟไปโดยฝรั่งคนหนึ่งโดยเขาพาเธอไปที่ห้องในโรงแรมที่เขาพัก เมื่อเปิดประตูเข้า ไปเธอตกใจถึงกับหน้าซีดเพราะมีฝรั่ง อีก หกคนนั่งกันอยู่บนเตียงเรื่องแบบนี้นิดได้ยินเพื่อน ๆ เล่าให้ฟังว่าส่วนใหญ่แขกเลว ๆ แบบนี้มักจะเป็นชาติอาหรับ
สิ่งแรกที่นิดพยายามจะทำคือการหาทางหนี แต่ฝรั่งคนที่ออฟเธอมา ได้จับแขนเธอรวบไว้ข้างหลังและพวกมันก็ผลัดกันข่มขืนเธอ เล็กถูกปล่อยตัวออกมาโดยสภาพสะบักสะบอม มีรอยฟกช้ำดำเขียว เธอกลับไปที่บาร์และเล่าให้มาม่าซังและเจ้าของบาร์ฟัง แต่ทั้งคู่ไม่อนุญาตให้เธอแจ้งความเพราะถือว่าเธอเต็มใจมาทำงาน ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ ถ้าเธอไปแจ้งความ เธอยิ่งเสี่ยงต่อความอับอายที่หนังสือพิมพ์จะตีพิมพ์รูปและชื่อเสียงของเธอและชื่อเสียงของบาร์ ถ้าเธอโชคดี แจ้งความกับร้อยเวรที่สนใจ เอาใจใส่ความทุกข์ร้อนของผู้หญิงบริการอย่างเธอ ก็โชคดีไป ที่เจ้าหน้าที่จะติดตามตัวฝรั่งเลว ๆ แก้งค์นั้นมาลงโทษ 


แต่ส่วนใหญ่ ผู้หญิงอย่างเล็กก็จะกลายเป็นเครื่องมือให้ตำรวจรีดไถฝรั่งไปโดยปริยาย เพราะเธอเป็นเจ้าทุกข์ แจ้งความ เรียกร้องค่าเสียหาย ส่วนใหญ่ก็จะถูกไกล่เกลี่ยให้ยอมความกัน โดยฝรั่งจ่ายค่าเสียหายให้เจ้าทุกข์คือเธอ แต่คดีข่มขืนเป็นอาญา ตำรวจก็จะขู่ฝรั่งว่าไม่ยอม เจ้าหน้าที่สามารถจับเขาฝากขังไว้ที่โรงพัก รอส่งตัวไปศาล ฝรั่งจะตกใจกลัวมาก ก็จะยอมจ่ายค่าปรับตามที่ตกลงกันได้ งานนี้ก็อาจจะมีทนายความมาเกี่ยวข้องและมีเอี่ยวด้วย เรื่องแบบนี้ก็เคยมีให้ได้ยินบ่อย ๆ ว่าเจ้าของบาร์ หรือผู้หญิงบาร์ ทำงานกับตำรวจเป็นทีม โดยล่อเหยื่อฝรั่งมารีดไถ เรื่องของเล็กเป็นตัวอย่างที่ถือว่าเป็นเรื่องเล็กมาก!ยกเว้นถ้าผู้เสียหายเป็นสาวรัสเซีย หรือชาติอื่น จะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีหลายฝ่ายเกี่ยวข้องเช่น
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองซึ่งมีสิทธิตรวจสอบประวัติผู้หญิง หากเข้าเมืองโดยไม่ถูกกฎหมายก็ต้องส่งตัวกลับหรือจับติดคุก ก็มีการต่อรอง ในขั้นตอนนี้ แต่กลายเป็น ตำรวจ สองหน่วยงานเกี่ยวข้อง แต่ถ้าหากผู้หญิงเป็นคนของมาเฟียต่างชาติหรือพูดง่าย ๆ คือเป็นเด็กมีสังกัด เจ้าของผู้หญิง เหล่านี้ก็จะออกมาเคลียร์ ทั้งกับตำรวจและเคลียร์กับแก้งค์รุมโทรมเหล่านั้น ถ้าเป็นคนชาติเดียวกันก็มีให้เห็นบ่อย ๆ บางทีก็ตกลงกันได้ หากไม่ได้ก็มีการชกต่อยหรือถึงยิงกัน ถ้าเป็นคนละชาติ ก็ยิ่งรุนแรง ตำรวจก็มีเรื่องต้องทำเยอะ

เรื่องแย่ ๆ ที่สองโดยปรกติผู้ชายไทยมีชื่อเสียงที่เล่าลือกันในทางเสียหายมาก ๆ เกี่ยวกับการขายเมียตัวเองหรือให้เมียไปทำงานบาร์ แต่เรื่องที่จะเล่านี้เป็นสามีฝรั่งชื่อ บิลลี่ ผู้ซึ่งอยู่กินกับอ้อยมาหกเดือนซึ่งเป็นหกเดือนแห่งฮันนีมูนก็ว่าได้ เขาซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ เครื่องประดับทอง ทั้งสร้อยแหวน กำไล พาเธอไปทานอาหารร้านหรู ๆ พาไปท่องเที่ยวตามต่างจังหวัดที่สวยงามต่าง ๆ ทั้งภูเขา น้ำตก ทะเล

แต่เวลาแห่งความสุขก็หมดลง เมื่อ บิลลี่เริ่มถังแตก เงินที่สะสมมานานปีเพื่อมาเที่ยวเริ่มหมดลง เขาขอร้องให้เธอขายทองที่เขาซื้อให้เธอ ไปทีละชิ้น ๆ จากนั้นก็เริ่มขอให้เธอหยิบยืมเงินจากเพื่อนของเธอ ต่อมาเพื่อน ๆ เริ่มเหม็นหน้าเธอ บางรายทะเลาะกับเธอเพราะทวงหนี้ไม่ได้  อ้อยไม่มีเพื่อนอีกต่อไป บิลลี่ให้เธอไปยืมเงินนอกระบบมาจ่ายค่าเช่าห้อง ค่ามอเตอร์ไซต์ เมื่อไม่มีเงินดอกเบี้ยมาจ่ายคืน เจ้าหนี้ก็ส่งลูกน้องมาทวงหนี้อย่างโหดร้าย อ้อยหนีไปหลบบ้านเพื่อนในขณะที่บิลลี่หนีไปสามอาทิตย์ แล้วกลับมา อ้อยยังไม่หมดรักบิลลี่ ยังเชื่อว่าเขาจะมีทางหาเงินมาแก้ปัญหาได้ บิลลี่จึงขอร้องให้อ้อยกลับไปทำงานบาร์หาเงินมาใช้จ่ายที่เขารอเงินที่ทางบ้านกำลังส่งมาให้ ในแต่ละวันเขาบังคับให้เธอไปกับแขกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ถ้าเธอตุกติกหรือขัดขืน บิลลี่ก็ลงมือลงไม้ จนอ้อยมีรอยช้ำตามตัวไม่เว้นแต่ละวัน ในที่สุดอ้อยก็เป็นอิสระเมื่อบิลลี่ใช้เงินที่เธอหามาให้เขาไปหว่านเหยื่อรายใหม่ ซึ่งมาจากต่างจังหวัดมารับเคราะห์แทน

เรื่องแย่ ๆ ของฝรั่งรายต่อไปที่จะกล่าวถึงคือ จิมมี่ผู้หึงหวงอย่างไม่มีเหตุผลเขามีแฟนชื่อแดง ที่เขาชวนมาอยู่ด้วยที่ห้อง จิมมี่เคยได้ยินเรื่องผู้หญิงไทยที่มีแฟนฝรั่งมักจะแอบมีแฟนคนไทยบางทีตั้งสองสามคน จิมมี่กลัวแดงจะมีแฟนคนไทย เขาจึงขังเธอไว้ในห้องตลอดเวลา ห้ามออกไปไหนคนเดียว ถ้าเขาต้องออกไปข้างนอกคนเดียวเขาจะล่ามเธอไว้กับเตียงด้วยโซ่และใส่กุญแจล็อกอย่างแน่นหนาทุกครั้ง  แต่ในครั้งสุดท้ายแดงก็แอบโทรหาเพื่อน ให้โทรเรียกตำรวจให้มาช่วย แดงจึงไปจากชีวิตของจิมมี่ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เรื่องราวคล้าย ๆ กันเกิดขึ้นกับมีนาสาวสิบแปดผู้ซึ่งติดยาบ้างอมแงม เธอมีแฟนชาวอเมริกันชื่อฟิล ผู้ขี้หึงสะบัดไม่แพ้นายจิมมี่ แต่นายฟิลเลวกว่าเพราะเขาใช้วิธีโทรเรียกตำรวจทุกครั้งที่มีนาหนีออกไปเที่ยวกับเพื่อน 


มีนาต้องโดนรีดไถจากตำรวจและโดนแฟนซ้อมเพราะพิษรักแรงหึง จนกระทั่งเธอสืบทราบโดยบังเอิญว่าฟิลเป็นผู้ต้องหาหนีคดีมาจากประเทศของเขาเธอจึงต่อสายพิเศษกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเรียกฟิลไปสอบแบบพิเศษๆ ในที่สุดฟิลก็ต้องถูกจับส่งตัวข้ามแดนไปรับโทษในบ้านเกิด



สั่งซื้อหนังสือได้ที่นี่ค่ะ

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2563

สนุกกี้ ตอนที่ 1 คุณหนูไฮโซ




ฉันเป็นนักอ่านตัวยง ฉันอ่านหนังสือมากมาย สนใจในหนังสือหลาย ๆ ประเภท ทั้งวรรณคดี การเมืองและปรัชญา ฉันคิดว่าความสนใจทางด้านต่าง ๆ ได้พัฒนาขึ้นตั้งแต่คุณแม่ของฉันได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ตอนฉันอายุเพียง  10 ขวบ


คุณพ่อของฉันเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ในจังหวัดเชียงใหม่ท่านไม่เคยมีเวลาว่างเลย มีแต่การเดินทาง การไปอยู่ตามไซต์งาน เข้าประชุม บางทีก็บินไปหาลุงของฉันที่ฮ่องกง ฉันไม่ชอบดูทีวี ฉันจึงหมดเวลาไปกับการอ่านหนังสือหลากหลายประเภท


คุณคงพอจะนึกภาพออกว่าฉันถูกเลี้ยงมาแบบตามใจเพราะพ่อไม่ว่าง มีแต่เงิน ซื้อทุกอย่างที่ฉันต้องการ
เมื่อคุณแม่เสียชีวิต ฉันถูกส่งไปเรียนโรงเรียนนานาชาติ เพื่อเรียนภาษาอังกฤษ คุณพ่อเป็นคนจีนฉันพูดภาษาจีนกลางได้ดีพอสมควรครูที่โรงเรียนเดิมประทับใจในผลการเรียนของฉันมาก.
ฉันเรียนดีมาตลอด เกรด A ไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถ พ่อภูมิใจในตัวฉันมาก ต่อมาเมื่อฉันเรียนในปีที่สอง กลางปี พ่อฉันเริ่มมีผู้หญิงคนใหม่ เธอชื่อรุ่ง เป็นคนเชียงใหม่(เหมือนคุณแม่ของฉัน) หน้าตาดีเป็นสาวไฮโซ ฉันกับน้ารุ่งมีปัญหากันนิดหน่อยตั้งแต่เริ่มต้น เพราะฉันเป็นลูกสาวตัวเล็กของพ่อมาตั้งแต่แม่ยังมีชีวิตแล้ว น้ารุ่งเข้ามายุ่มย่าม เจ้ากี้เจ้าการเรื่องเวลาของพ่อฉัน โดยพยายามกำจัดฉันไม่ให้มีโอกาสอยู่กับพ่อมากนัก สถานการณ์แย่ลงอีกเมื่อพ่อและน้ารุ่งแต่งงานกัน ทุกครั้งที่เราอยู่กันพร้อมหน้า สามคน ฉันอึดอัดมาก น้ารุ่งจะเสแสร้งว่าเราไม่มีปัญหากัน แต่เวลาอยู่กันสองคน เธอจะคอยกัดฉันตลอดเวลา เธอจะอดทนรอจนฉันเดินออกไปจากห้องแล้วฟ้องพ่อเกี่ยวกับฉัน ต่อมาน้ารุ่งได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเราด้วย

เมื่อฉันอายุ 18 ปีเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พ่อเอาใจฉันโดยการซื้อคอนโดหรูที่นวนครและรถบีเอ็ม ดับบลิว 323มีคนขับรถ และแม่บ้าน แต่พ่อฉันให้คุณยายมาอยู่เป็นเพื่อนฉันด้วย


วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563

วิยะดากับมาร์คและวิสูตร สามคนผัวเมีย


วิยะดาเป็นสาวไทยผิวขาวสวยสูงโปร่ง ความสวยระดับนางสงกรานต์ประจำอำเภอ มาจากขอนแก่น เรียนจบมัธยมปีที่สาม เธอแต่งงานกับทหารเรือ และมีลูกสาว 1 คน อยู่ในบ้านพักทหารเรือ สัตหีบ
เมื่ออายุ 28 ปีเธอค้นพบว่าสามีของเธอเจ้าชู้ มีผู้หญิงใหม่ที่สาวกว่าและสวยกว่าเธอ วิยะดาตัดสินใจหนีมาสมัครงานเป็นพนักงานเสริฟที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองพัทยาโดยทิ้งลูกไว้ให้สามีดูแล เธอเขียนจดหมายบอกเขาว่าเธอไม่สามารถ มีชีวิตที่ต้องแชร์สามีร่วมกับหญิงอื่นได้
วิยะดาตั้งใจทำงานและขยันขันแข็ง เธออาศัยอยู่ในห้องพักของคนงานในโรงแรมแห่งนั้น เลิกงานแล้วเธอไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมโดยมีความมุ่งหวังว่าจะได้เลื่อนทำงานในตำแหน่งที่ดีขึ้นในโรงแรม
สามเดือนต่อมา วิยะดาพบกับวิสูตร หัวหน้าช่างไฟฟ้าคนใหม่ที่เข้ามาทำงานในโรงแรม วิสูตรเป็นหนุ่มหน้าตาดี อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งสองสนิทสนมกันรวดเร็ว เพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีพันธะ

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563

โสเภณีไทยในสายตาฝรั่ง

โสเภณีไทยในสายตาฝรั่ง

แปลจากบทความภาษาอังกฤษที่เขียนโดย ฝรั่งคนหนึ่ง
โพสต์เมื่อ  24 ก.ย. 2017

โดยมากก็เริ่มการชักจูงจากเพื่อนที่ไว้ใจ แรกเริ่มก็จะไม่บอกว่ามาทำงานขายบริการอาจจะเป็นหญิงเสิร์ฟ เป็นบริกรหรืองานอย่างอื่นที่เกี่ยวข้อง และโดยส่วนใหญ่แรกเริ่มพวกเธอก็จะไม่กล้าไปกับลูกค้า หลังจากที่เริ่มก้าว เข้ามาสู่อาชีพโสเภณี พวกเธอก็เริ่มสนุกกับอาชีพเหล่านี้

เมื่อเอ่ยถึงโสเภณีไทย ส่วนมากฝรั่งที่มีแฟนเป็นผู้หญิงโสเภณีไทยมักจะเข้าใจดีว่า คำว่าโสเภณีหมายถึงผู้หญิงที่มีภูมิหลังดังนี้
1.เป็น ผู้หญิงที่เกิดและโตในภาคอีสานของไทยซึ่งเป็นดินแดนแห่งความยากจน
2. มักจะมีการศึกษาอย่างมากแค่ประถมปีที่หกของโรงเรียนรัฐบาลแต่โดยส่วนใหญ่ก็ จะเรียนไม่จบ
3. ทำงานให้กับครอบครัวซึ่งมีอาชีพทำนา ซึ่งก็จะทำงานในช่วงเวลา สามถึงสี่เดือน หากไม่ทำนาหรือไม่มีนาที่จะทำ ก็จะไปทำงานที่โรงงานโดยที่จะกินค่าแรงเป็นรายวันเฉลี่ยแล้วค่าแรง จะได้เพียงแค่เดือนละร้อยเหรียญหรือประมาณ 4,000 บาทไทย เช่นโรงงานทอผ้า หรือไม่ก็ขายอาหารตามฟุตบาท
4. ไม่เคยมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่สนุกสนานเลยไม่ว่าจะเป็นดิสโก้เทคหรือสถาน บันเทิง จนกระทั่งเริ่มมาทำงานเป็นโสเภณี 


การเริ่มต้นการที่ เข้าไปสู่การเป็นโสเภณี
เริ่มโดยการชักจูงจากเพื่อนที่ไว้ใจแรก เริ่มก็จะไม่บอกว่ามาทำงานขายบริการอาจจะเป็นหญิงเสิร์ฟเป็นบริกรหรือ งานอย่างอื่นที่เกี่ยวข้อง และโดยส่วนใหญ่แรกเริ่มพวกเธอก็จะไม่กล้าไปกับลูกค้า หลังจากที่เริ่มก้าว เข้ามาสู่อาชีพโสเภณี พวกเธอก็เริ่มสนุกกับอาชีพเหล่านี้และก็จะไปเที่ยวหลังจากเลิกงาน แล้วบทสนทนาก็มีแต่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเงินที่ลูกค้าส่งมาให้เพื่อเปรียบ เทียบกันว่าใครมีรายได้มากหรือน้อยต่างกันอย่างไร เป็นที่น่าประหลาดมากเลย ผู้หญิงเหล่านี้จะไม่ดื่มแอลกอฮอร์แล้วก็ไม่เสพยาเสพติดด้วย
เธอ มีชีวิตอยู่ในแต่ละวัน แต่ละเดือน เพื่อ
1. ทุกๆเดือนจะส่งเงินไปให้พ่อแม่ และครอบครัว ซึ่งทางครอบครัวก็มักจะไม่ทราบว่าผู้เหล่านี้ทำงานเป็นสาวบริการจนเริ่ม มาทราบก็ต่อเมื่อเธอเริ่มพาฝรั่งกลับบ้าน
2. เธอเหล่านี้จะไม่มีความมั่นใจที่จะออกไปทำงานอย่างอื่นเพราะว่าไม่มีความ มั่นใจในการพัฒนาทักษะด้านใดทั้งสิ้น
3. มีวิสัยทัศน์แคบมองเห็นชีวิตแค่รอบข้างมีความสนุกสนานกับเพื่อนจะคบกับ เพื่อนที่ทำงานบาร์ด้วยกันทานอาหารกับเพื่อน แล้วก็ตื่นนอนสาย
4. มีทักษะในการเอ็นเตอร์เทนหรือการเอาอกเอาใจกับลูกค้าที่เป็นฝรั่งผู้ชายเท่า นั้น

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2563

บทความภาษาไทยทั้งหมด

จากใจผู้เขียน
การเขียนข่าว
"แถลงข่าว"-"ทำแผนฯ" กับสิทธิผู้ต้องหา : อาชญากรรมที่รัฐเป็นคนก่อ
ข่าวในเมืองพัทยาคือ"ข่าวแจก" จริงไหม
การเขียนบทความ
การเขียนบทบรรณาธิการง่ายกว่าที่คิด
ข้อควรปฏิบัติในการเขียนบทบรรณาธิการ
ขั้นตอนการเขียนสารคดี
บันไดขั้นแรกสู่การเป็นนักเขียนมืออาชีพ 
มารู้จักบทบรรณาธิการให้เพิ่มขึ้นกันดีกว่า

บทความดีๆ (แปลแล้ว)
21 Rules For a Good Old Age

เรื่องของคนพัทยา
โสเภณีไทยในสายตาฝรั่ง
เมืองไทยสวรรค์อาชญากรข้ามชาติ
อาชีพนักสืบฝรั่งทำงานกันยังไง
สนุกกี้ ตอนที่ 1 คุณหนูไฮโซ
สนุกกี้ ตอนที่ 2 มาม่าซัง
สาวลูกครึ่ง รีเซฟชั่นโรงแรมดับปริศนา เปลือยท่อนล่าง
วิภาผู้ใช้ชีวิตอย่างประมาท
วิยะดากับมาร์คและวิสูตร สามคนผัวเมีย
เล็กผู้เป็นเพียงเครื่องเล่นทางเพศของฝรั่ง


ทำไมฝรั่งถึงชอบมาอยู่พัทยา
ยิวยึดประเทศไทยแน่ หลังบุกยึดแหล่งท่องเทียวหลัก
อายัดทรัพย์เครือข่ายอาชญากรข้­ามชาติ ชาวเนเธอร์แลนด์
พอล ไครน์ ฆาตกรโหดซุกซ่อนตัวในพัทยา ถูกรวบติดคุก 32 ปี !!
เรื่องแสบ ๆ ของฝรั่ง
เปิดโปง!! สินบน 12.7 ล้านบาทคดี”ตุ๋ยเด็ก” ในเมืองพัทยา
อึ้ง แฉเบื้องหลังอังกฤษ"ยกเลิก"เบี้ยบำนาญ""ชาวต่างชาติอาศัยนอกปท.      สาเหตุมาจาก"หญิงไทยเต็มๆ

ความจริงที่ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึง เขียนถึง เกี่ยวกับพัทยา
ผ่าแผนพัฒนา 10 ปี “พัทยา”
วิกฤติพัทยา ในสายตาฝรั่ง
เปิดแผนพัฒนาเมืองพัทยา ศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน
ใครช่วย “กำนันเป๊าะ” ให้ที่พัก-หลบเข้าไทย
พัทยาไม่มีวันตาย นักลงทุนไม่มีวันเจ๊ง จริงไหม
ปัญหาสังคมในเด็กเมืองพัทยา
หลากหลายความคิดเห็น จากเว็บบอร์ดคนพัทยา



เครียดมากหาทางออกไม่ได้ อ่านเลย
เมื่อธรรมดามาถึง รู้ให้ทันและทำให้ถูก
สุขอยู่ที่ใจ
กำลังมองหาทางออกใช่ไหม
ประตูสู่ชีวิต
20 ข้อ ที่ควรรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 45
นิทานเรื่องนี้ดีนะ...ขอมอบให้คนที่ยังติดยึด
มหาขันทีโลกสวย
คำคม ๆ

อ่านขำ ๆ
ร้านเซเว่นใช้ n ตัวเล็ก ตั้งแต่ปี 1960 ไม่ใช่เพื่อให้เกิดความอ่อนช้อย
อมยิ้มคลายเครียด
ขำขันขวนคิด "เสย เสย ไว้ อย่าเอ็ดไป"

อื่น ๆ
สาวสองพันปี & นักธุรกิจร้อยล้าน  นวลปรางค์ ตรีชิต   ความสุขไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สินเงินทอง 
หมอดูตาบอดชื่อดังของโลก ทำนายหายนะที่จะเกิดกับโลกปี 2016 และในอนาคต
สรุปขั้นตอนที่แฮ็กเกอร์...ขโมยเงินจากบัญชีคนอื่น
ตีแผ่เบื้องหลัง "แฮ็กตู้เอทีเอ็ม" กรณีศึกษา 12 ล้านธนาคารออมสิน
10อันดับเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี2025พระนาง แอนด์ โบลีน



ประเด็นร้อนๆ
สิทธ์บัตรทอง 30 บาทมีแนวโน้มจะยกเลิกไหม สงสารคนที่ไม่มีเงินรักษา
วัยรุ่นไทยมีสติ อย่ายึดติดเน็ตไอดอล
จรรยาบรรณสื่อสารมวลชนสากล  23 ข้อ ประกอบด้วย

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

Parasite

ชีวิตเส็งเคร็งของคิมกีวู (ชเว วู-ชิก) เหมือนส้มหล่นเมื่อเขาได้เข้าไปสวมบทติวเตอร์ให้บ้านมหาเศรษฐีตระกูลปาร์คแทนเพื่อนที่ไปเรียนเมืองนอก ด้วยเห็นช่องทาง เกาะหากินเขาจึงเริ่มแผนการพาครอบครัวตัวเองเข้ามาอาศัยครอบครัวมีอันจะกินเป็นแหล่งทำเงินเพื่อหวังหลุดจากชีวิตอันแสนแร้นแค้น เริ่มจากให้ คิมคิ-จอง (พัคโซดัม) น้องสาวเข้ามาสวมบทครูศิลปะให้ลูกชายคนเล็ก ให้ คิมกีแท็ก (ซงคังโฮ) พ่อของเขามาเป็นโชเฟอร์ให้คุณผู้ชาย และคิมชุงซุค (จัง ฮเยจิน) คนแม่เข้ามาเป็นแม่บ้าน แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือความลับบางอย่างที่ มุนกวัง (อี จอง-อึน) แม่บ้านคนเก่าแอบซ่อนไว้ที่กลายเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่อาจพลิกชะตาครอบครัวกำมะลอไปตลอดกาล

เรียกได้ว่าแค่พะยี่ห้อหนังรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ก็ทำให้ Parasite กลายเป็นหนังที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงอยู่แล้ว แต่ในเหรียญอีกด้านของการสื่อสารไปยังกลุ่มคนดูวงกว้างเองตัวหนังก็เหมือนถูกสาปด้วยรางวัลเหมือนกัน เพราะจากภาพจำของคนดูบ้านๆร้านตลาดอาจตั้งกำแพงแล้วว่าหนังจะต้องดูยาก คิดเยอะ คิดหัวแทบแตก หรือจะสื่อสารกับกลุ่มคนดูซีรีส์เกาหลีเอง นี่ก็ดันไม่ใช่หนังที่มีฉากหวานๆหรือคู่ชวนจิ้นเหมือนดั่งซีรีส์บันเทิงที่พวกเขาเสพอยู่ประจำเสียด้วย เอาล่ะ ท่ามกลางความไฮป์ที่เพจหนังหลายๆเพจพยายามกรอกหูเราว่าอย่าพลาด! อย่าพลาด! เราลองมาดูดีกว่าว่าถ้าคิดกำเงิน สองร้อยกว่าบาท ไปเสียตังค์ดูหนังเรื่องนี้เราจะได้อะไรบ้าง

หากการได้ร่วมทานข้าวและหัวเราะกับครอบครัวที่แม้ไม่ได้หรูหราแต่กลับสุขใจคือประสบการณ์ชีวิตที่นึกถึงทีไรก็สุขใจ ครอบครัวคิมที่ต้องแออัดในบ้านใต้ดินแต่กลับมีกันและกันก็จะทำให้คุณนึกถึงและได้ดื่มด่ำกับความสุขที่พวกเขาพร้อมหยิบยื่นให้กันและกัน ตลอดช่วงปูเรื่องของหนังแม้งานภาพที่ อเล็กซ์ ฮง ตากล้องคู่บุญของผู้กำกับ บงจุนโฮ จะจับภาพในบ้านหลังเล็กๆที่อยู่ในระดับต่ำกว่าท้องถนนด้วยรายละเอียดที่เห็นทั้งคราบเชื้อราและผนังอันสกปรกแบบคนคุณภาพชีวิตต่ำ แต่เรากลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ความห่วงใยกันและกัน ในทุกห้วงเวลาทั้งการพยายามหาสัญญาณไวไฟฟรี, ขับไล่คนเมาที่มาฉี่ใส่หน้าบ้าน หรือกระทั่งตอนพวกเขารับจ้างพับกล่องพิซซ่าท่ามกลางควันจากเครื่องพ่นยากำจัดแมลง เราก็ยังรู้สึกว่าพวกเขาพยายามประคับประคองให้กำลังใจและดูแลกันอย่างดี บวกกับบทสนทนาที่เขียนได้เป็นธรรมชาติและได้รับการถ่ายทอดจากทีมนักแสดงฝีมือฉกาจก็พร้อมจะให้เราคล้อยตามกับแผนการร้าย ที่แม้จะเป็นสิ่งผิดแต่เรากลับเข้าใจได้ว่ามันจำเป็นต้องทำ เพื่อถีบตัวเองออกจากชีวิตพลเมืองชั้นเลวจนอดเอาใจช่วยและลุ้นไปกับชะตากรรมของพวกเขาไม่ได้

ประเด็นนี้ดูจะสุ่มเสี่ยงกับการ สปอยล์ที่สุด แต่สิ่งที่พอจะบอกได้คงต้องย้อนไปที่ชื่อเรื่องภาษาไทยอย่าง ชนชั้นปรสิตที่ทั้งบอกใบ้และให้ใจความของเรื่องได้ดีที่สุด ณ.จุดนี้หนังทำงานกับคนดูตั้งแต่บทที่กระมิดกระเมี้ยนในการคายข้อมูลแต่ละอย่างออกมาอย่างระมัดระวังไม่ต่างจากหนังทริลเลอร์สไตล์ผู้กำกับ อัลเฟรด ฮิตช์คอก อย่างข้อมูลตัวละครนำทั้งฝั่งครอบครัวคิมอันแร้นแค้นที่ค่อยๆคายข้อมูลตัวละครออกมาคู่ขนานไปกับแผนแปลงเป็น กาฝากครอบครัวปาร์ค และในทางกลับกันทัศนคติของครอบครัวคนรวยอย่างครอบครัวปาร์คก็เป็นเหมือนบทเปรียบเทียบชะตากรรมของชนชั้นปกครองกับชนชั้นที่ขอสถาปนาคำว่า ขออาศัยเขาอยู่ซึ่งหนังก็เล่นเอาล่อเอาเถิดตั้งแต่การทดสอบก่อนเข้างานไปจนถึงสร้างสถานการณ์ชวนระทึกอย่างฉาก ขอเป็นคนรวยสักวันที่หนังวางหมากพลิกผันสถานการณ์จนเดาอะไรไม่ถูกไปพร้อมๆกับการวิพากษ์ความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างคมคายไม่ยีดเยียดและที่สำคัญดูไปอาจเกิดอาการหน้าชาเหมือนถูกลากไปตบกลางสี่แยก เมื่อพบว่าไปๆมาๆเราก็อาจอยู่ในสถานะ ขอเขาอยู่ในประเทศนี้ไม่ต่างกันเลย


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าภายใต้หน้าหนังที่ดูเหมือนเล่าเรื่องชีวิตคนทั่วไปไม่ได้มีสเปเชียลเอฟเฟกต์หรือฉากที่ดูตระการตาแต่ Parasite ทุ่มงบประมาณถึง 13ล้าน5แสนวอน หรือราวๆ 11 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเชื่อเลยว่าส่วนหนึ่งคือการทุ่มงบประมาณไปกับงานสร้างแน่ๆ เพราะสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าตัวบ้านในหนังแทบจะเป็นตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่งได้เลย ในบ้านของครอบครัวคิม ถูกออกแบบให้หน้าต่างมองออกไปเห็นพื้นถนนพอดี ซึ่งแน่นอนว่ามันแทบจะสถาปนาชีวิตอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินได้แทบไม่ต้องใช้คำพูดใดๆอยู่แล้ว แต่ภายในบ้านกลับเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ดูใส่ใจมากทั้งคราบเชื้อรา คราบสกปรกบนผนัง การออกแบบให้วางชักโครกอยู่บนฐานสูงๆดูประหลาดเพื่อบ่งบอกว่าครอบครัวนี้แทบจะใช้ชีวิตอยู่ในระดับเดียวกับกองอาจมที่พวกเขาขับถ่าย รวมไปถึงทางเดินกลางบ้านอันแสบแคบที่แม้จะดูอึดอัดแต่เรากลับรู้สึกได้ถึงความใกล้ชิดและเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือกันและกัน

ในทางตรงกันข้าม- ครอบครัวปาร์ค ที่เราจะเห็นบ้านที่ถูกออกแบบให้ดูหรูหรา ตกแต่งด้วยของสวยๆงามๆ (ผิดกับบ้านคิมที่มักโยนของเป็นกองพะเนิน) และหนังมักเน้นบันไดที่เราแทบไม่ได้เห็นในบ้านครอบครัวคิม เพื่อแสดงถึงการก้าวไปอยู่ในฐานะสูงกว่าเสมอ และแน่นอนไฮไลต์เด็ดของเรื่องคือการที่บ้านหรูมีหน้าต่างกระจกบานยักษ์ไว้ดูฝนตกที่สวนอันงดงาม ช่างแตกต่างจากวิวถนนอันโสโครกและมีแต่คนเมาจ้องจะฉี่ใส่บ้านของพวกเขาอย่างลิบลับทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้งานสร้างได้สร้างความหมายให้เรื่องราวได้อย่างลึกซึ้งมากเลยทีเดียว

ก่อนเราจะพูดถึงรุ่นใหญ่อย่าง ซงคังโฮ เชื่อว่าคนดูทั่วไปหากได้ดูตัวอย่างน่าจะสะดุดตากับเหล่านักแสดงหน้าตาดีกันบ้าง เริ่มจาก ชเว วู-ชิก อดีตนักแสดงสังกัดเจวายพี (JYP Entertainment)ที่เคยผ่านตาเราทั้งบทแฟนหนุ่มของสาวโซฮีวง Wonder Girls ใน Train to Busan ด่วนนรกซอมบี้คลั่ง อันโด่งดังรวมถึงเคยร่วมงานกับ บงจุนโฮ ใน Okja มาก่อนหน้านี้ ซึ่งหนุ่ม วู-ชิก ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง นอกจากจะโชว์เสน่ห์ด้วยหน้าหล่อๆแบบโอปป้าแล้ว ฝีมือการแสดงในหนังยังเรียกร้องเขามากกว่าแค่ความหล่อ เพราะต้องแบกทั้งภาระในการพาครอบครัวมาสู่สิ่งที่ดีกว่าไปจนถึงความผิดบาปที่ค่อยๆทวีขึ้นเรื่อยๆจนเราอดเอาใจช่วยและสะเทือนใจกับชะตากรรมของ คิมกีวู ที่เขาแสดงไม่ได้ และสำหรับหนุ่มๆคงไม่อาจละสายตาจากสองสาวสวยน่ารักได้แน่ๆ ทั้ง พัคโซดัม และ ฮยอนซึงมิน โดยเริ่มที่ พัคโซดัม ในบทคิมคีจอง น้องสาวตัวแสบของกีวูที่ใช้เล่ห์กลและความมั่นใจค่อยๆหลอกเกาะกินครอบครัวปาร์คได้อย่างชาญฉลาด  ซึ่ง พัคโซดัม ที่โด่งดังจากซีรีส์ Cinderella with four knights หรือ ปิ๊งรักยัยซินเดอเรลล่า ก็ใช้ความเก๋ของหน้าตาและบุคลิกเท่ๆมาทำให้หนุ่มๆ (และอาจจะสาวๆด้วย) ละลายได้ไม่ยากเลย

ส่วน ฮยอนซึงมิน ในบท ปาร์ค ดา-ฮเย ลูกสาวคนโตของบ้านปาร์คที่ชอบอ่อยเบอร์แรงแถมยังขยันหยอดจนติวเตอร์หนุ่มอย่าง วู-ชิก เคลิ้มอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งฮยอนซึงมิน อดีตนักสเก็ตน้ำแข็งที่มาโด่งดังกับซีรีส์ W ก็ขยันทำหน้าออดอ้อนจนเราเข้าใจเลยว่า ทำไมไอ้หนุ่ม คิมวู-ชิก มันถึงเก็บไปวาดวิมานกลางอากาศได้เบอร์นั้น 555  ขยับไปที่รุ่นกลางอย่าง อีซอนกยุน ในบทคุณปาร์ค ก็พาหน้าหล่อๆมาดเท่ๆสไตล์ CEO บริษัทแก็ตเจ็ตไฮเทค มาวางท่านายใหญ่เจ้าชีวิตได้อย่างน่าเกรงขาม และอดีตพระรองของ รักวุ่นวายของเจ้าชายกาแฟ หรือ Coffee Prince ซีรีส์สุดฮิตที่เคยขโมยหัวใจสาวๆมาแล้ว ก็ไม่ทำให้ผิดหวังแถมตัวละครของเขายังเล่นบทบาทสำคัญในตอนท้ายแบบช็อกซีนีม่าเลยทีเดียว และขอปิดท้ายที่ โจยอจอง ในบท ปาร์คยอนคโย ภรรยาสาวสวยสติแตกที่ดันเชื่อคนง่ายเหลือเกิน ซึ่งการได้ โจยอจอง เซ็กซี่สตาร์ตัวแม่ของเกาหลีมารับบทนี้ยิ่งทำให้ภาพตัวละครเมียคนรวยที่ดูดีแต่ไม่ปกติดูเสน่ห์ชวนหลงใหลเอามากๆ ที่สำคัญฉากแฟนเซอร์วิสเรื่องนี้รับรองหนุ่มๆจ้องกันตาเป็นมันแน่ๆ 555

สำหรับนักแสดงฉายา Awards Prince อย่างซงคังโฮ ดาราคู่บุญผู้กำกับ บงจุนโฮ ที่อาจไม่ได้มีหน้าตาหล่อเหลาแบบโอปป้า แต่เชื่อเลยว่าคุณจะห้ามใจไม่ให้หลงรักเขาได้ยากเหลือเกิน ซงคังโฮ ได้ทำให้บท คิมกีแท็ก กลายเป็นคุณพ่อ 18 มงกุฏที่ดูอบอุ่น จริงใจ และเราเชื่อได้เลยว่าคนอย่างเขาจะปกป้องครอบครัวเสมอและมีหลายฉากหลายตอนเหลือเกินที่เขาทำเราจุกอก ตั้งแต่ฉากพับกล่องพิซซ่าท่ามกลางควันไล่แมลง ฉากทานข้าวครอบครัวที่เขาเรียกสมาชิกให้ชนแก้วเพื่อขอบคุณเรื่องดีๆในชีวิตแม้กับข้าวจะห่วยแตกแค่ไหนก็ตาม ไปจนถึงฉาก เจ้านายเหม็นกลิ่นคนจนที่เชื่อได้เลยว่ายากมากที่เราจะไม่รู้สึกตามทั้งสายตาและร่างกายที่สื่อสารแบบไร้คำพูดแต่กลับส่งผลกระทบต่อคนดูแบบมหาศาลคือเครื่องการันตีเลยว่าทำไมเสียงชื่นชมส่วนใหญ่ถึงเทให้ ซงคังโฮ อย่างไร้ข้อกังขา


หนังของ บงจุนโฮ ผู้กำกับที่ฉลาดเล่นกับแนวหนังที่สุดคนหนึ่งในเกาหลี มักเล่นกับความคาดหวังของผู้ชมต่อหนังประเภทต่างๆเสมอทั้งแนวสืบสวนอย่าง Memories of Murder(2003) และ Mother (2009) หรือหนังแฟนตาซีอย่าง The Host (2006) Snowpiercer (2014) หรือ Okja(2017) โดยจุดร่วมที่แฟนหนังของเขาทราบดีคือกลวิธีเล่าเรื่องอันซับซ้อนเดาทางไม่ถูก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าหนังจะดูยาก ชวนปวดหัวนะครับ ตรงกันข้ามหนังของเขามักเล่าด้วยอารมณ์ขัน แต่สอดแทรกฉากสุดระทึกและที่สำคัญคือประเด็นความเหลื่อมล้ำในสังคมลงไปเสมอ และกับ Parasite ที่ตั้งแต่ชื่อเรื่องยันภารกิจหลักของตัวละครในครอบครัวคิมคือการเข้าไปเป็น ปรสิต ในบ้านคนรวยก็เอื้อเหลือเกินให้หนังสามารถพูดเรื่องชนชั้นได้แบบตรงๆโต้งๆ แต่หาไม่ Parasite กลับเต็มไปด้วยการกำกับอารมณ์ จังหวะ ที่แม่นยำ ตั้งแต่การเป็นหนังต้มตุ๋นโชว์เท่ในช่วงแรกก่อนจะขยับไปสู่ความเป็นทริลเลอร์ผสมสยองขวัญได้อย่างหน้าตาเฉย ดังนั้นคนดูจึงเหมือนถูกมัดติดกับเก้าอี้บนรถไฟเหาะที่เราทำได้เพียงแค่ติดตามชีวิตพลิกผันของตัวละครไปจนสุดราง และรับความสนุกปนหน้าชาจากหนังให้เต็มที่เท่านั้นเอง

เป็นยังไงกันบ้างกับเหตุผล 6 ข้อที่เรายกมารีวิวให้เห็นกัน ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า Parasite คือหนังที่เพียบพร้อมทั้งความบันเทิง,คุณภาพ และคุณค่าในตัวมันเอง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังจะได้รับการต้อนรับจากคอหนังชาวไทย เพราะหากพลาดไปเราเสียดายแทนจริงๆ