pearleus

วันอังคารที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ขำขันขวนคิด "เสย เสย ไว้ อย่าเอ็ดไป"



" คำหล้าหนุ่มจากแดนดินถิ่นอีสาน
เสี่ยงเข้ากรุงมุ่งหางานในเมืองหลวง
ขึ้น บขส. ตัดสินใจไปตามดวง
รถแล่นล่วงจากบขส.ถึงหมอชิต

ลงจากรถตาลายใจหวิวสั่น
นึกหวั่นๆพูดภาษากลัวจะผิด
เพิ่งเข้ากรุงเป็นครั้งแรกในชีวิต
ไม่เหมือนคิดช่างสับสนวุ่นวายเทียว

ด้วยความหิวจึงมองหาสายตาเบิ่ง
ไปเห็นเพิงมีอาแป๊ะขายก๋วยเตี๋ยว
ตัดสินใจจะแก้หิวสักชามเดียว
บะหมี่เกี๊ยวเอ๊ะ ! จะสั่งอย่างไรกัน

ตัดสินใจอาแป๊ะๆ ก๋วยเตี๋ยวซ้าม
อาแป๊ะเข้าใจความ ขมีขมัน
ทำก๋วยเตี๋ยวสามชามพร้อมๆกัน
พ่อหนุ่มนั่นจำยอมกินสิ้นสามชาม

อิ่มท้องแล้วจึงรำพึงถึงเรี่ยวแรง
ค่อนข้างดังว่า "มี้แฮ้ง" อย่างล้นหลาม
อาแป๊ะเกิดได้ยินตาวาววาม
ทำหมี่แห้งให้อีกชามในทันที

หนุ่มติดขัดด้านภาษามิกล้าแย้ง
จึงจำใจกินหมี่แห้งไม่ถอยหนี
กินจนหมดพลางเอ่ยคำย้ำวจี
เชิงผูกมิตรว่าตอนนี้ "เฮ่อ ไค แน่"

กลุ่มจิ๊กโก๋โต๊ะข้างๆฟังถนัด
จึงฮึดฮัดลองเชิงตามเบาะแส
ปาฝาเบียร์ตกบนโต๊ะไม่เชือนแช
หนุ่มรู้แน่ไม่ได้หยอกบอก " บ่แม่น"

จิ๊กโก๋โฉดฟังภาษาหารู้ไม่
หยิบฝาเบียร์ขว้างไปใหม่ถูกต้นแขน
นายหนุ่มตกใจกลัวตัวลีบแบน
เอ่ยวอนแค่น "อย่าปาข่อยจั๊กหน่อยเลย "

จิ๊กโก๋เหี้ยมคิดว่าหนุ่มท้ารบ
หยิบขวดเบียร์หวังตะปบตีเข้าเสย
หนุ่มตกใจรีบโกยอ้าวด้วยมิเคย
วิ่งแล่นเลยไปสั่นสลดบนรถเมล์

รถแล่นไปทางไหนไม่รู้จัก
งุนงงนักรถขวักไขว่ใจไขว้เขว
คนเมืองกรุงไม่ยิ้มแย้มแถมเกเร
นั่งลังเลขวัญเสียละเหี่ยใจ

จนรถแล่นถึงเขาดินเห็นร่มรื่น
ค่อยใจชื้นเห็นเด็กลง เอ๊ะ! ที่ไหน
จึงเดินลงตามเข้าสวนสัตว์ไป
พอเพลินใจนึกสนุกทุกข์บรรเทา

ผ่านกรงลิงมีเขียนชื่อ "อุรังอุตัง"
แต่ผิดหวังไม่เห็นลิงกรงว่างเปล่า
เห็นคนเลี้ยงเดินผ่านมาจึงถามเอา
พินอบพิเทาถ้อยวาจาทำท่าอายๆ

"ลุ้งคับลุ๊งสงสัยจริงลิ๊งไปไส "
ลุงยิ้มให้แล้วตอบต่อข้อขยาย
"ลิงมันตายน่ะพ่อหนุ่มมันเพิ่งตาย "
น่าเสียดาย แล้วพ่อหนุ่มไปไหนมา
"อ๋อ! ม๊าหางานท้ำยังหาบ่ได้
ข้อยบ่ฮู้จักไผสักคนหนา"
ลุงได้ฟังนึกสงสัยลั่นวาจา
แล้วก็พาไปสำนักสมัครงาน

ให้ทดลองแต่งอุรังอุตังช่างเหมาะเจาะ
งานมั่นเหมาะหนุ่มปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
นั่งแทนลิงในกรงคงสำราญ
จิตเบิกบานนึกภูมิใจได้งานเบา

วันแรกแรกนั่งนอนเล่นเป็นสุขยิ่ง
ทำท่าลิงคอยสนองคนดูเขา
ล่วงหลายวันชักเบื่อเหลือบรรเทา
เดินแกะเกากรงดึงแทะทิ้งทอย

พบรอยขาดลองแกะสอดตัวลอดได้
จึงลอดไปกรงข้างๆอย่างเงื่องหงอย
เป็นกรงเสือหารู้ไม่ใจล่องลอย
พลางเดินเดินถอยถอยคอยเมียงมอง

พลันเหลือบเห็นเสือร้ายหัวใจหล่น
ตกใจจนประจุขี้ขึ้นสมอง
กระโดดหนีสุดชีวิตจนติดซอง
ปากเผลอร้อง"ซ่อยข้อยเหน๊ ซ่อยข้อยแหน๊ "

เจ้าเสื้อร้ายยินเสียงโลดกระโดดประกบ
รีบตะปบ คอเจ้าลิงยิ่งย่ำแย่
บีบกระชับดึงหน้าหลังเหมือนรังแก
จุ๊ปากแก้มกระซิบใส่บอกให้รู้

"จุ๊ จุ๊ จุ๊ !เสยเสยไว้ เสยเสยไว้
อย่าเอ็ดไปเดี๋ยวต๊กงานกันเทิงคู่ "
เฮาคนบ้านเดียวกันมึงกั๊บกู
เดี๋ยวต๊กงานเทิงคู่...อย่าเอ็ดไป

วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

English 2 Thai & Vice Versa: 30 สำนวนภาษาอังกฤษ ที่พบเจอได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวั...

English 2 Thai & Vice Versa: 30 สำนวนภาษาอังกฤษ ที่พบเจอได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวั...: สำหรับการสื่อสารในภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเจ้าของภาษาด้วยแล้ว แน่นอนที่สุดเรื่องปวดหัวสุดๆ เลยเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ การใช้สำนวนต่างๆ ...

English 2 Thai & Vice Versa: 100 ประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ ใช้ได้ทันทีบนเฟสบุ๊ค

English 2 Thai & Vice Versa: 100 ประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ ใช้ได้ทันทีบนเฟสบุ๊ค: คำชมเชย Very lovely photo. รูปน่ารักมากเลย That's a really nice picture. นั่นเป็นรูปที่ดีจริงๆนะ You look great today. วันนี้คุณด...

วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

วิภาผู้ใช้ชีวิตอย่างประมาท


นักปราชญ์ท่านกล่าวไว้ว่า การเกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก  เมื่อเกิดมาแล้วการดำรงชีวิตอยู่นั้นแสนยาก  ผู้หญิง ไทยบางคน หรือหลายคน มีชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลว ครอบครัวแตกแยก บางรายมีค่านิยม ไหน ไหน ก็ผ่านการมีสามีแล้ว ไปหาแฟนฝรั่ง ดีกว่ายังมีโอกาสรวย ดีกว่ามีผัวไทย ที่จนแล้วยังไม่เอาไหนอีก  จนกลายเป็นค่านิยมที่ผิด ผิด อยู่ในปัจจุบัน  บางรายก็สมหวัง บางรายก็ถูกหลอก กลายเป็นทาส ทำงานรับใช้เขาอย่างสัตว์  บางคนเสียชีวิต มีแต่กระดูกส่งมาเมืองไทย ก็มากมาย
                วิภา ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ต้องการผัวฝรั่ง ที่รวย รวย สักคน จึงมุ่งหน้า สู่แดนแสวงหา คู่ คือ เมืองพัทยา เพื่อนบางคนก็ไปถึงภูเก็ต ตามใจปรารถนา วิภา โชคดีมาก ได้แฟนฝรั่ง ชาวแคนาดา เขามีการงานทำดี เป็นถึงวิศวกร เขารักวิภามาก  พาวิภาไปที่ต่างประเทศด้วยหลายปี แต่วิภาอยากกลับมาอยู่เมืองไทย เขาก็ตามใจปลูกบ้าน ให้อยู่  อย่างหรูหรา มีความสะดวกสบายทุกอย่างที่บ้านเกิด  ทุกสิ้นเดือนเขาจะกลับมาหาวิภา   ความรวยที่ได้ทำให้วิภาหลงตัวเอง  ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เคยผิดพลาดในชีวิตมาแล้ว เข้าตำราเจ็บแล้วไม่จำ  จึงต้องรับเคราะห์กรรมอยู่ทุกวันนี้  และ วิภาจึงอยากเล่ากรรมที่ไม่ดี ของตัวเองไว้เป็นอุทาหรณ์ เตือนใจคนทั่วไปว่ากรรมดี กรรมชั่วที่เราทำเราต้องรับมันไว้ ไม่ต้องรอชาติไหน

วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สิทธ์บัตรทอง 30 บาทมีแนวโน้มจะยกเลิกไหม สงสารคนที่ไม่มีเงินรักษา

30 บาทอยู่ในอันตราย! :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

วันที่ 2 มิถุนายน 2560
พาดหัวอย่างนี้ ไม่ใช่ตีปี๊บว่ารัฐบาลจะล้มบัตรทอง เดี๋ยวโฆษกไก่อูต้องปฏิเสธพัลวัน ปัดโธ่ รัฐบาลไหนก็ไม่กล้าล้ม 30 บาทหรอก แม้รัฐราชการมองเป็นภาระ
เอาไว้ถ้าลงทะเบียนคนจน 14 ล้านคน พิสูจน์ว่าได้ผล ตรงเป้า อีกซัก 1-2 ปี อาจมีคนเรียกร้องให้ยุบบัตรทองรวมกับบัตรเครดิตคนจน ไอ้พวกที่เหลืออีก 34 ล้านคนตัดหางไป ไม่จนจริงนี่หว่า
แต่วันนี้ยืนยันแทนไก่อูได้ว่า รัฐบาลไม่ล้ม 30 บาท เพียงแต่มีคนจ้องจะล้ม หรือยึด สปสช.ต่างหาก สังเกตสิครับ พวกหมอที่ออกมาโวยวาย กระทั่งหมอตายก็โทษ สปสช. ล้วนยืนกรานว่าไม่ล้ม 30 บาท แค่อยากให้ยุบ สปสช. เอางบประมาณกลับไปที่กระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น
ข้ออ้างของหมอๆ มีร้อยแปดพันเก้า สรุปคร่าวๆ คือหาว่า สปสช.ทำให้โรงพยาบาลขาดทุน จนพี่ตูนต้องวิ่งลิ้นห้อย ออกกฎเกณฑ์ค่ารักษา โรงพยาบาลเบิกได้เพียงร้อยละ 50-70 ของค่าใช้จ่ายจริง ที่เหลือโดน “ชักดาบ” กำหนดกฎเกณฑ์จนหมอไม่สามารถรักษาตามความเหมาะสมเป็นจริง
ถามหน่อยสิครับ ถ้ายุบ สปสช.โอนงบกลับ สธ.แล้วปล่อยให้พวกท่านรักษาสั่งยาตามต้องการ มันจะไม่ขาดทุนบานเบอะกว่านี้หรือ
สปสช.ได้งบรายหัวจากรัฐบาล ปี 2560 ได้ 3,109.87 บาท ก็เอามาเฉลี่ยวางกฎเกณฑ์การใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่กำหนดค่ารักษามั่วๆ ก็ให้พวกอาจารย์หมอนี่แหละมาทำระบบ DRG RW วางมาตรฐาน เช่น ผ่าไส้ติ่งทั่วไป ไม่มีโรคแทรกซ้อน ค่ารักษาควรเป็นเท่าไหร่
แน่ละครับ เงินมันจำกัดจำเขี่ย จะให้เหมือนสวัสดิการข้าราชการหัวละ 14,000 บาทได้อย่างไร แต่แทนที่จะช่วยเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มเงิน พวกหมอกลับรุมกระทืบ สปสช.
เอาเข้าจริงคือหมอๆ ไม่พอใจ “ระบบหลักประกันสุขภาพ” ที่ตั้ง สปสช.ขึ้นเหมือนบริษัทประกัน รับเงินรายหัวจากรัฐบาลไป “ซื้อบริการ” ให้ประชาชน 48 ล้านคน ซึ่งถ้ามองภาพใหญ่ ประเทศไทยมี 3 กองทุน ได้แก่ สปสช. ประกันสังคม และข้าราชการ ซื้อบริการจากสถานพยาบาลให้ “ลูกค้า” ของตน
ระบบนี้เปลี่ยนสถานะ ร.พ.กระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นผู้ให้บริการ “รับจ้าง” แต่ละกองทุน ได้เงินมาก็ต้องบริหารจัดการตัวเอง ไม่ใช่รับงบจากรัฐบาลมาใช้จ่ายไม่อั้นขาดเหลือเท่าไหร่เบิกได้เช่นในอดีต
นั่นละ ถึงได้มีความพยายามล้ม สปสช.หรืออย่างน้อยที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ “ยึด สปสช.” ผ่านร่างแก้ไข พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่กำลังจะเข้า สนช.
หัวใจของร่าง พ.ร.บ.นี้คือ แก้ไขสัดส่วนคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากเดิมมีที่มา 5 ส่วน ได้แก่ ส่วนราชการ ปลัดกระทรวงต่างๆ 8 คน ภาคประชาชน 5 คน อปท. 4 คน ตัวแทนวิชาชีพ 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน จะเพิ่ม “ผู้ให้บริการ” คือตัวแทนโรงพยาบาลต่างๆ ทั้ง ร.พ.ของ สธ. ร.พ.สังกัดต่างๆ และ ร.พ.เอกชน รวม 7 คน พร้อมกับให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธาน
ขณะเดียวกันยังจะเพิ่มตัวแทน ร.พ.ในบอร์ดควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน จาก 35 เป็น 42 คน
นี่ขัดหลักการของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติตรงๆ เลยนะครับ ที่ต้องการแยก สปสช.เป็น “ผู้ซื้อบริการ” สธ. และ ร.พ.ต่างๆ เป็น “ผู้ให้บริการ” นี่กลับจะเอามานั่งในบอร์ด ทั้งที่มีตัวแทนวิชาชีพ แพทย์ พยาบาล เภสัช ฯลฯ เป็นปากเสียงให้อยู่แล้ว
ไม่ต้องพูดถึงบอร์ดควบคุม ถามว่าคุมใคร ก็คุมคุณภาพ กำหนดมาตรฐานการรักษาให้ ร.พ.ต่างๆ รับเรื่องร้องเรียน ฯลฯ ถ้าเอาตัวแทน ร.พ.มานั่งในบอร์ด ถามว่า “ประโยชน์ ทับซ้อน” ไหม
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ การแพ็กกันของตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข ระบบราชการ ร.พ.ต่างๆ ผู้แทนวิชาชีพ (ซึ่งยังจะรวมกันเป็นเสียงข้างมากเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ) ถีบภาคประชาชนและท้องถิ่นเป็นกระเทียมลีบ เข้ามาควบคุมจัดสรรงบประมาณ กำหนดค่ารักษาตามที่พวกหมอๆ ต้องการ
มองโลกแง่ดีอาจดีก็ได้ ตรงที่สุดท้ายงบไม่พอก็ให้ด่ากันเอง หรือแห่ไปขอรัฐบาลจาก 1.5 แสนล้าน เป็น 3 แสนล้าน แต่กว่าจะถึงตอนนั้นระบบคงเละไปหมด แล้วก็คงจะนำไปสู่แนวคิด “ร่วมจ่าย” หรือตัดหางไอ้พวกไม่จนจริง
นี่ยังไม่พูดถึงประเด็นไม่ให้อำนาจ สปสช.จัดซื้อยาราคาแพง ซึ่งเป็นอีกปม ทุกวันนี้ สปสช.จัดซื้อยาทีละเยอะๆ ราคาถูกกว่า เช่น ยาไวรัสตับอักเสบบี เม็ดละ 70 บาท ซื้อได้ 12 บาท ยา HIV มะเร็ง ฯลฯ พวกนี้ถ้าให้ ร.พ.แยกซื้อเองเจ๊งเลยนะ
ยืนยันให้อีกที ไม่มีใครล้ม 30 บาทหรอก แต่ถ้าล้ม สปสช. ล้มหลักการแยกผู้ซื้อบริการกับผู้ให้บริการ ระบบหลักประกันสุขภาพก็จะเละ งบประมาณจะบานปลาย คุณภาพก็แย่ลง จนล้มไปเองในที่สุด
ซึ่งขั้นนี้ก็อยู่ที่พลังคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นี่แหละว่าจะไหวไหม
*******************************************************************************

คำชี้แจงของหมอคนหนึ่ง
ไม่ยกเลิกครับ เพียงแต่ปรับให้กองทุนอยู่รอด จากทุกวันนี้ คนมี คนไม่มี ก็จ่าย 30 บาทหมด
เค้าก็จะปรับเป็น copay คือคนมีก็ร่วมจ่าย คนไม่มีก็ไม่ต้องจ่าย
เพียงแต่ถ้าจะยืนยันว่าไม่มี ก็ไปลงทะเบียนให้เรียบร้อย  เงินที่มีจำกัด ก็จะได้ลงไปช่วยเหลือให้ตรงจุด

ทุกวันนี้อยู่รพ. คนที่มารักษาจริง ๆและใช้ 30 บาทจริง ๆคือคนชั้นกลางนะครับ
ซึ่งบางบ้านก็มี บางบ้านก็ไม่มี ส่วนคนที่จนจริง ๆ หนะ ขนาดค่ารถจะมารพ.ยังไม่มีเลย
ดังนั้นเค้าถึงจะหาทางลงไปช่วยคนที่จนจริง ๆ นี่แหละครับ โดยการให้ไปลงทะเบียน
หาอาชีพ หางาน หาสวัสดิการให้ ส่วนคนชั้นกลางที่พอมีก็จะให้ร่วมจ่าย แต่จะออกมากี่บาท
ก็ยังต้องไปหาทางออกร่วม แต่ไม่มีปล่อยนอนตายอยู่บ้านครับ
คนไม่มีตังค์ก็แค่บอกว่าไม่มีตังค์ เค้าจะได้ช่วยไม่ใช่ไม่มีก็ไม่บอก แล้วให้รัฐบาลแจกฟรีให้เท่ากันทุกคน เพราะเงินมันก็จำกัด สมมติกลม ๆ งบสาธารณสุขปีละ 200000 ล้าน
ให้คน 60 ล้านคน ได้ตกคนละ 3000 บาท (จริงๆไม่ถึง เพราะเงินเหมา 3000 ที่จัดสรร มันรวมเงินเดือนหมอ พยาบาล ค่าตึก สิ่งปลูกสร้าง ค่าน้ำ ค่าไฟรพ.ด้วย)
แต่ถ้าเปลี่ยนให้คนที่มีตังค์ copay ซักครึ่ง 20ล้านคน เหลือคนจนที่จำเป็นจริงๆ 40 ล้านคนงบต่อหัวก็จะเป็น 5-6000 บาทด้วยซ้ำ
ซึ่งหมายถึงยาที่ดีกว่า การรักษาที่ดีกว่า คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า นั่นแหละครับ อย่ามองว่าอนาถา
แต่มันคือการปรับระบบให้กองทุนอยู่รอด คนไทยอยู่ได้ดีขึ้นครับ

**************************************
ระบบประกันสุขภาพไม่มีวันล้ม และไม่มีใครหรือรัฐบาลใหนมาล้มได้หรอกครับ
นอกจากวาทกรรมของคนบางกลุ่มที่ต้องการบิดเบือนว่ารัฐบาลจะล้มหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
(เหตุผลคือรัฐบาลเห็นว่าด้วยรูปแบบเดิมของหลักประกันสุขภาพที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามยึดไว้เพื่อมาบริหารจะมีปัญหามากขึ้นในอนาคต จึงอยากปรับเปลี่ยนระบบการจัดการบางอย่าง เปลี่ยนอย่างไรจะว่ากันต่อ)

อยากให้เข้าใจตรงกันก่อนครับว่าบัตรสามสิบบาทหรือบัตรทองไม่มีอยู่แล้วน่ะครับในปัจจุบัน
ที่เป็นอยู่คือบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งไม่มีการเรียกเก็บเงินสามสิบบาทแล้วครับ
โดยข้อเท็จจริง
ทีนี้หลักของการประกันสุขภาพโดยคร่าวๆจะถือหลัก ของการเท่าเทียมคือคนทุกคนที่เป็นคนไทย มีสิทธิในการรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพโดยเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะยากจนหรือรวยล้นฟ้า

แต่โดยข้อเท็จจริงเช่นกัน อย่างที่มีคนกล่าวถึง คนที่จนจริงๆอยู่ห่างไกล เดินทางลำบากไม่อาจเข้าถึงการรักษาเพราะจนแม้กินหรือค่าเดินทางมารักษายังไม่มี
คนที่พอมีบางหรือปานกลางคือคนที่มาใช้บริการส่วนใหญ่
แต่ก็ปรากฏว่าคนที่รวยมากๆก็ยังมาใช้สิทธิอันนี้ แย่งชิงทรัพยากรในการรักษาที่มากกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ
บางคนรวยหลายสิบล้านยังมีเลย บางคนรักษาเอกชนค่ายาเดือนละ 2-30000บาทต่อเดือน
พอต้องจ่ายนานก็ขอมารับยาที่ รพ.รัฐแทน ด้วยช่องทางพิเศษที่จะใช้สิทธิอันนี้

ผู้ป่วยที่ป่วยจากการทำตัวเอง เช่นกินเหล้า สูบบุหรี่ ยาเสพติดแล้วป่วย ก็มาใช้สิทธิอันนี้
ด้วยหลักของความเท่าเทียม ซึ่งในประเทศไทยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าใช้รูปแบบหลักการนี้อยู่ในปัจจุบัน(มีหลายประเทศที่ใช้หลักนี้) แต่เท่าเทียมก็ไม่เท่าเทียมจริง ในคนไทยทุกคน เพราะยังมีคนไทยที่มีประกันสุขภาพในรูปแบบประกันสังคมและสิทธิข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้สิทธิที่ไม่เท่าเทียมกับสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าเนื่องจากการมีงบจำกัด

ในขณะที่คนทุกคนในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสิทธิเท่าเทียม จึงต้องแบ่งปันกันด้วยงบจำกัด

ยังมีระบบประกันสุขภาพที่ใช้หลักของความยุติธรรม ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ในโลกใช้กันอยู่
หลักการคือคนที่ยากจนก็ได้สิทธิมาก คนที่พอมีก็ต้องจ่ายบ้าง คนที่รวยก็ต้องจ่ายมากขึ้น
โดยถือหลักว่าคนที่มีฐานะดี ย่อมมีศักยภาพในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากรของชาติมากกว่าคนที่อยากจน ..ดังนั้นถือเป็นหน้าที่ที่คนที่ร่ำรวยควรต้องจ่ายเพื่อการดูแลสุขภาพที่มากกว่าคนที่ยากจน นี่คือหลักความยุติธรรม

ที่นี้รูปแบบยังแยกได้อีกหลายรูปแบบตั้งแต่การร่วมจ่าย Copayment ซึ่งก็มีหลายรูปแบบเช่นกัน
เช่นร่วมจ่ายในบางเรื่องบางรายการ หรือชนิดการรักษา หรือจ่ายเป็นรายโรค บางโรคจ่ายมาก
บางโรคก็จ่ายน้อย หรือโรคที่ทำร้ายตัวเอง เช่นดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ก็จ่ายมากหน่อย เป็นต้น
หรือการซื้อประกันสุขภาพ ดูตามรายได้ของแต่ละบุคคล เป็นต้น

ยังมีเรื่องของการเสียภาษีเพิ่ม บางประเทศจะเก็บภาษีแพงมาก เช่น อังกฤษหรือสแกนดิเนเวีย
บางประเทศจะมีภาษีสุขภาพต่างหาก เพื่อมาจัดการระบบสุขภาพ
บางประเทศเก็บภาษีสูงแล้วยังมีการให้เสียเงินทำประกันสุขภาพด้วย
หวังว่าคงเข้าใจหลักการนี้ก่อนน่ะครับ

ที่นี้มาต่อด้วยวาทกรรมของบางกลุ่มที่อ้างว่ารัฐบาลจะล้มระบบประกันสุขภาพเพื่อไปทำให้เกิดระบบอนาถาแทน ให้มีการลงทะเบียนคนจน คนพูดอ้างถึงตรรกะที่ให้มีการจดทะเบียนผู้มีรายได้น้อยว่าเป็นผู้ป่วยอนาถารักษาโดยไ่ต้องชำระเงินเลย

ซึ่งโดยข้อเท็จจริงคือทุกวันนี้รัฐบาลก้ไม่เคยเรียกเก็บเงินและชำระฟรีอยู่แล้ว
นั่นหมายถึงว่าโดยสถานะปัจจุบัน คนทุกคนที่ใช้สิทธิรักษาฟรี ที่ไม่ใช่สิทธิประกันสังคม
สิทธิข้าราชการเบิกได้กระทรวงการคลังทั้งหลาย ก็คือสถานะอนาถาทุกคนอยู่แล้ว
ถ้าบอกว่าการรักษาฟรีเป็นเช่นนั้น แม้แต่เศรษฐีร้อยล้านที่ไปใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพก็ต้องถือว่าอนาถาด้วย ด้วยนิยามหรือความเข้าใจของผู้ต้องการบิดเบือนอ้างว่ารัฐบาลต้องการล้มระบบประกันสุขภาพ

แล้วทำไมรัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเดิม
ก็ต้องดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพที่ผ่านมา 14 ปี
จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลต้องจ่ายให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพนำมาใช้ที่ผ่านมา มีแต่ตัวเลขที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นภาระต่อระบบงบประมาณของราชการในขณะที่ปัญหาสุขภาพสุขภาพของประชาชนไม่ลดลงเลย ทั้งที่เงินเข้าระบบมากขึ้น

อัตราป่วยของประชากรสูงขึ้นเรื่อยๆ มีการใช้บริการมากขึ้นเรื่อยๆ(สาเหตุเพราะอะไรต้องคุยกันยาว)
ในขณะที่ต้นทุนรักษาโรคของผู้ป่วยก็สูงขึ้นเช่นกัน และเนื่องจากด้วยหลักของความเท่าเทียม
ที่ผ่านมาที่ สปสช(สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)นำมาใช้นั้น คนจนจริงไม่ได้ใช้ คนชั้นกลางใช้มากที่สุดและคนรวยมาแย่งใช้ โรพยาบาลพยายามที่จะลดต้นทุนลงกลายเป็นการเสียโอกาสและสียสิทธิสำหรับคนที่ยากจนและคนที่พอมี ไม่ได้โอกาสที่จะรับการรักษาแบบเต็มที่เพราะงบจำกัด

ในขณะที่คนที่พอมีจ่ายได้บ้างก็เสียสิทธิอาจไม่ได้รับการรักษาเต็มที่ เพราะ รพ.ก็ต้องลดต้นทุนเช่นกัน
ถ้าพอจ่ายเองบ้างก็มีสิทธิเลือกวิธีการรักษาได้ ไม่ใช่แบบเหมาโหลตามที่ สปสช กำหนด(นี่อีกประเด็นที่คุยยาว)

ส่วนคนรวยไม่มีปัญหาเพราะเริ่มการรักษามักไปเอกชนก่อน การรักษาต่อเนื่องจึงมาใช้สิทธิตาม สปสช
ข้อเท็จจริงอีกอันคือตั้งแต่มี สปสช.... รพ.รัฐต้องรับงบดำเนินการส่วนใหญ่จาก สปสช
ผลที่เกิดขึ้นเป็นข้อเท็จจริงคือมี รพ.รัฐอยู่ในภาวะขาดทุน มีวิกฤตปัญหาการเงิน และมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะพยายามบริหารเพื่อลดต้นทุนแล้วก็ตาม ก็ยังอยู่ในภาวะขาดทุนอยู่ในปัจจุบัน
นั่นคือเหตุผลหลักเลยที่รัฐบาลต้องหันมามองการจัดการระบบประกันสุขภาพของประเทศไทย
ให้มีรูปแบบอย่างที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกทำ ซึ่งอย่างที่ได้ยกตัวอย่างแล้ว
ถ้าใช้หลักของความยุติธรรม ก็มีหลากหลายวิธีที่จะทำได้ ไม่ใช่แบบที่มีคนพยายามบิดเบือน
เนื่องจากรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดวิธีการด้วยซ้ำ แต่มาบอกแล้วว่าเป็นการลงทะเบียนคนจนและทำ copayment

copayment มีได้หลายวิธีหลายรูปแบบที่หลายประเทศทำ เพียงแต่ต้องศึกษาและปรึกษาร่วมกันให้ดีว่า
ควรทำในรูปแบบใดที่จะเหมาะสมกับคนไทยมากที่สุด
อาจเพิ่มภาษี VAT /เพิ่มภาษีสุขภาพ / หรือเพิ่มภาษีส่วนบุคคล  / อาจเป็นการให้ซื้อประกันสุขภาพ
การเป็นcopayment กำหนดอัตราคงตัว หรือปรับตามโรคที่ป่วยเป็นเหมาจ่ายเป็นต้น หรือเป็นทางเลือกเพิ่มในการเลือกการรักษาที่จำเพาะหรือพิเศษออกไป

ผมคงไม่สามารถสรุปว่าเป็นแบบใด และกระทรวงสาธารณสุขเองก็ยังไม่มีข้อสรุป
แต่ก็มีกลุ่มมนุษย์วิเศษที่รู้ไปก่อนแล้วว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี่ ออกข่าวไปก่อนแล้ว
ดังนั้นผมคงบอกในชั้นนี้ได้ว่า
ด้วยรัฐธรรมนูญใหม่ และแนวคิดเบื้องต้นของกระทรวงสาธารณสุข ไม่มีการล้มหลักประกันสุขภาพแน่นอน แต่คงมีการปรับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อระบบประกันสุขภาพในอนาคต
ที่ไม่ล้มโดยใคร แต่ล้มโดยตัวเองที่ไม่มีทางหางบประมาณมาดำเนินการต่อไปได้

********************************************************


ระบบสุขภาพถ้วนหน้า ( บัตรทอง บัตรสุขภาพ บัตรสามสิบบาท ฯลฯ ) หลักการดี แต่มีปัญหาเรื่องของการปรับใชั โดยเฉพาะเรื่องของ งบประมาณ กับ คุณภาพบริการ  ( เพราะ ค่าใช้จ่ายที่ปรับลดมากสุด ก็คือ ค่ายา ? )

เรื่องงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิราชการเบิกได้ หรือ สิทธิสุขภาพถ้วนหน้า  ก็จะต้องมีการปรับลด ควบคุมค่าใช้จ่าย เพราะ มีผลต่องบประมาณของประเทศ ซึ่งไม่ว่า รัฐบาลไหน ก็ต้องทำเหมือนกัน คือ ต้องปรับลด งบประมาณด้านสุขภาพ

ความจริงที่เกี่ยวกับระบบการบริการด้านสุขภาพของประเทศไทย .. พญ. เชิดชู   

ณรงค์ สหเมธาพัฒน์” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แจงสภาพข้อเท็จจริงระบบสุขภาพของไทย    

ตัวอย่างปัญหา ประกันสังคม .. โรงพยาบาลเอกชน และ ความต้องการของผู้ป่วย ???   

ทีดีอาร์ไอ : ระบบประกันสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและเท่าทียมของไทยในอนาคต  


ฝันร้ายในระบบบริการสุขภาพไทย .. นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล ( สิงหาคม ๒๕๕๗ )   

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง บัตรสามสิบบาท ฯลฯ) หาข้อมูลก่อนแสดงความเห็น บ้างก็ดีนะครับ  

หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หลักการดีแต่ต้องรีบ“ปฏิรูปวิธีดำเนินการ” ... พญ. เชิดชู  


ดูบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560

วัยรุ่นไทยมีสติ อย่ายึดติดเน็ตไอดอล

กรมสุขภาพจิตห่วงการสื่อสารสร้างสังคมเชิงลบ  เตือนอย่าเลียนแบบพฤติกรรมไม่ดี
นพ.ชิโนรส  ลี้สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึง พฤติกรรมเลียนแบบของวัยรุ่นในยุคสังคมออนไลน์ ว่า เป็นเรื่องปกติ ที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่แสวงหาต้นแบบ ต้องการการยอมรับจากเพื่อนฝูงและสังคม มีพฤติกรรมเลียนแบบผู้ใหญ่ในบางเรื่องตามแนวโน้ม (Trend) และบรรทัดฐานของสังคม ซึ่งบุคคลต้นแบบหรือไอดอล (Idol) จะเป็นคนรอบข้าง พ่อแม่ผู้ปกครอง หรือ ดารา นักร้อง นักแสดง ที่แต่ละยุคแต่ละสมัยจะมี idol แตกต่างกันไป
อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน เมื่อ โซเชี่ยลมีเดีย (Social Media) ได้เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้บุคคลทั่วไปเป็น ไอดอล หรือ เน็ตไอดอล (Net idol) ได้ง่ายขึ้น ทุกคนเป็นดาราได้ ผ่านการใช้ Instragram,  Facebook หรือ YouTube เป็นต้น ซึ่ง ถ้าต้นแบบ มีการสื่อสารในทางที่ดี สื่อสารเชิงบวก คนในสังคมก็ย่อมจะคิดบวก ทำความดี แต่หากสังคมยอมรับต้นแบบที่ไม่ดีมากๆ คนในสังคมก็ย่อมชินชา เห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา จนเกิดเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีของสังคม
รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า การสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดีย สามารถสื่อสารออกไปได้ง่ายและรวดเร็ว ในวงกว้าง เป็นสื่อแบบ One to Many การควบคุมจึงลำบาก ไม่มีมาตรฐานจริยธรรมกำกับ เหมือนสื่อหลัก การเผยแพร่สิ่งต่างๆ ผ่านโซเชี่ยลมีเดีย จึงขาดการกลั่นกรอง ขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริง กลายเป็นข่าวลือ ข่าวลวง สร้างความตระหนกให้เกิดขึ้นในสังคมได้ อีกทั้งการโพสต์การแชร์ด้วยคิดว่าเดี๋ยวจะตกข่าว ตก Trend โดยรีบเผยแพร่/ส่งต่อข้อมูลหรือภาพต่างๆ ในทันที ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เช่น การส่งต่อภาพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์หรือ ภัยพิบัติต่างๆ เป็นการซ้ำเติมครอบครัวและญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต ก่อให้เกิดบาดแผลทางจิตใจขึ้นได้
ดังนั้น จึงต้องมีสติให้มาก คิดไตร่ตรอง สืบค้น หาข้อเท็จจริง ที่มาที่ไปให้ดี ก่อนจะโพสต์หรือแชร์ ตลอดจนเลือกรับแต่สิ่งที่ดี จากต้นแบบที่ดี วัยรุ่นจึงควรพยายามเปลี่ยนบรรทัดฐานของกลุ่ม โดยชื่นชอบบุคคลต้นแบบที่ดี เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเข้าสู่ วังวนที่ไม่ดี เช่น ใช้คำพูดรุนแรง ยกพวกตีกัน ซึ่งหากบรรทัดฐานในกลุ่มเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมจะขยายวงกว้างขึ้น กลายเป็นสังคมที่มีแต่การทะเลาะวิวาท หากอยู่ในสังคมที่มีแต่เพื่อนติดยา ก้าวร้าว อันธพาล เราก็จะกลายเป็นแบบนั้น แต่หากวัยรุ่นเปลี่ยนบรรทัดฐานของสังคมที่ดี ให้เกิดขึ้นในกลุ่มเล็กๆ ของตัวเองได้ พฤติกรรมและสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นนี้ย่อมขยายวงกว้างออกไป เป็นสังคมที่มีแต่สิ่งดีๆ

ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตมีโครงการ To Be Number One Idol เยาวชนต้นแบบเก่งและดี ที่ต้องการสร้างต้นแบบให้กับเยาวชน ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นดารา แต่ต้องใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา มีพฤติกรรมที่ดี ไม่เป็นอันธพาล ไม่ทำร้ายผู้อื่น ซึ่งพวกเขาจะกลายเป็นวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ของประเทศที่จะช่วยสร้างสังคมเชิงบวกต่อไปได้


ตัวอย่าง
สื่อพาดข่าว ตั้งฉายา สาวโหดฆ่าหั่นศพว่า "สวยประหาร" ส่งสัญญานผิดให้วัยรุ่น เกิดความรู้สึกยกย่อง เป็น Idol ได้ ถือว่าเข้าข่ายผิดจริยธรรมสื่อ

อย่าสนับสนุนสื่อ ไร้จรรยาบรรณ!!!


วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560

พัทยาซอย6 ซอยโลกีย์??


Share

6 โมงเย็นกองทัพนักข่าวได้ถูกเชิญ มารวมตัวกันที่ถนนเลียบชายหาดเมืองพัทยา ตามหมายกำหนดการที่ทางเมืองพัทยา จะมีการตรวจจับผู้ค้า ผู้เสพ ผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกชนิด ในซอย 6 ผมและเพื่อนก็เตรียมตัว เตรียมกล้อง เตรียมไมค์ กันพร้อมตั้งแต่บ่าย เพราะนับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ เพราะซอยหกเป็นซอยที่มีนักท่องเที่ยวมารวมตัวกันมาก ที่สุดอีกซอยหนึ่งของคนราตรี

            แต่ผิดแผน เพราะพอผู้สื่อข่าวไปถึง ปรากฏว่าไม่มีเจ้าหน้าที่มาตรวจแต่อย่างใด สอบถามได้ความว่า มาตรวจก่อนที่นักข่าวจะมาถึงแล้ว เลยไม่รู้ว่าจับใครได้หรือเปล่า เพราะยังเป็นเวลากลางวัน ยิ่งมีการป่าวประกาศล่วงหน้าเช่นนี้ ผมคงจะรู้สึกประหลาดใจมาก หากจะมีใครถูกจับ และพวกเราก็คงมีข่าวให้วิจารณ์กันไปอีกนาน เพื่อน ๆ ผู้สื่อข่าวอื่น ๆ แยกย้ายกันกลับ ผมกับเพื่อนยืนเก้ ๆ กัง ๆ ชั่งใจว่าจะไปถ่ายรูปวิวสวย ๆ บนเขาพระตำหนัก หรือจะเตร็ดเตร่แถวนี้กันดี
               ที่ ฟากน้ำทะเลทางทิศตะวันตก พระอาทิตย์ดวงกลมโตสีแดงเพลิง  กำลังจะลาลับลงไปกับขอบน้ำเบื้องหน้า ลมทะเลพัดหวีดหวิว คลื่นน้ำซัดสาดกระทบฝั่งดังโครมคราม Sunset  ที่เห็นวันนี้ มันเป็นสีเปรอะ ๆ เหมือนงานฝีมือของจิตรกรโนเนม โคตรขี้เกียจคนหนึ่ง
“ ไปฟัง Eric Clapton กันดีกว่าว่ะ” ผมเอ่ย ชวนเพื่อน เฮ้ย..เอ็งเคยมาแถวนี้เหรอ” มันถามอย่างไม่ไว้ใจ
“ ไม่เคยโว้ยแต่กูรู้ว่ามึงได้ฟังแน่” ผม ยืนยันสั้น ๆ มึงเดินให้มัน แมน ๆ หน่อย ไม่งั้นมึงอาจไม่ได้กลับบ้านนะเว้ย” 
               พัทยา ซอย 6 เป็นซอยเชื่อมต่อระหว่างถนนใจกลางเมืองกับชายทะเล ถนนสายนี้ไม่ยาวและใหญ่ นัก เป็นเพียงถนนแคบ ๆ ที่รถพอวิ่งสวนทางกันได้ ช่วงเวลากลางวันถนนสายนี้จะเงียบเหงาจนแทบจะร้าง ผู้คนเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อความมืดเริ่มย่างกรายเข้ามาความคึกคักก็จะตามมา ด้วยว่าสองฟากฝั่ง ถนนเป็นบาร์เบียร์ที่เปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว
        พวก เรานั่งจิบเบียร์  เคาะเท้าฟังเพลง Wonderful Tonight ไปพลาง ๆ จนเริ่มมึน ๆ ผมรู้สึกคุ้นเคยกับซอยนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นครั้งแรกที่พวกเรามานั่งกัน จากข้อมูลที่เราทราบกันมาว่าทุกค่ำคืน จะมีผู้มาใช้บริการมากหน้าหลายตา ผู้หญิง เหล้าเบียร์ ควันบุหรี่ และยาเสพติดทุกชนิดสามารถหาได้เพียงแค่คุณกระดิกนิ้ว แต่นั่น หมายความว่าคุณต้องมีเงินในกระเป๋าเป็นหมื่น ๆ ในแต่ละคืนด้วยน่ะ
        “ทำไม ต้องเป็นแค่ซอยนี้วะ ทุก ๆ ซอยแถวนี้มันก็น่าจะเหมือน ๆ กัน” เพื่อนผมเอ่ยปากขึ้นเบา ๆ
         “แต่ซอยนี้มีประวัติ โว๊ย ข้าอ่านบทความเกี่ยวกับซอยนี้มาเยอะมาก ฝรั่งยังเอาไปทำหนังเลย  เอ็งมันไม่ชอบอ่านเลยตกข่าว ผมด่ามัน
         “เอ็ง มันประเภทสวาปามข้อมูล หัดสกรีนเรื่องที่อ่านซะมั่ง ฝรั่งมันก็ชอบเอาเรื่อง ชั่วร้าย ไปกระพือข่าว ทำให้ภาพพจน์บ้านเราเสียหาย เอ็งอย่าไปเชื่อมันมาก มันมา เที่ยวบ้านเราเอาเปรียบเราและด่าเราอีกบางทีเรื่องยาเสพติด ก็พวกมันนั่น แหละ ซื้อขายกันเอง คนไทยจน ๆ หรือ โง่ ๆ ก็เป็นเหยื่อมัน” เพื่อนผมร่ายยาว เออ..วันนี้มันพูดมีสาระแฮะ

พวกเราเรียกผู้หญิงบาร์คนหนึ่งมาเช็คบิล แต่ยังไม่ทันจะก้าวออกจากร้าน ผมก็เหลือบไปเห็นผู้ชาย เดินโซเซมากับหมาตัวหนึ่ง ผมตกใจจนหายเมา..  “เฮ้ย..!” ผมหลุดปากออกมาเสียงดังพอที่เขาจะหันมามอง เขายิ้มให้ผม ผมหลบตาเขาแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมอย่างหมดแรง
“เอ็งรู้จักเขาเหรอวะ”  เพื่อนผมถามอย่างสงสัย
“เปล่า” ผมตอบสั้น ๆ
         ผมกำลังมึนงงและครุ่นคิด เพื่อนผมมันส่ายหน้า แต่ก็ไม่พูดอะไร เราสั่งเบียร์ต่อ ผมเหลือบตามองผู้ชายคนนั้นเป็นระยะ เขานั่งอยู่ตรงมุมมืดของบาร์ มีหมาอยู่ข้าง ๆ เขา ไม่ได้สั่งดื่ม เหม่อมองไปทางทะเล ผมแอบเหลือบสายตาสังเกตเขาเป็นระยะๆ ห้านาทีต่อมาสายตาเราสบกันพอดี ผมมอง เห็นรอยยิ้มอันอบอุ่นในสายตาของเขา  ดูเหมือนเขาคงอยากจะมีเพื่อนคุย นั่นไงเขาลุกเดินมาทางผมแล้ว
“สบายดีใช่ไหม ปีเตอร์” ผมเอ่ยทัก พร้อมขยับเก้าอี้ให้เขา
“ดื่ม อะไรไหม” ผมถาม  (เขายิ้มไม่ตอบ เพื่อนผมงงมาก ผมไม่รู้จะเริ่มบทสนทนายังไงดี พอดีกับเขาเอ่ยขึ้น)
คุณ จะเรียกผมว่าปีเตอร์ก็ได้ เพราะคุณไม่ใช่คนแรกที่เรียกผมอย่างนี้” เขาพูดเบา ๆ
“ผมรู้ว่าเรามีเรื่องเยอะ แยะที่จะคุยกัน  แต่วันนี้ ผมมีภารกิจที่ต้องทำ คุณคงรู้นะ” เขา มองมา ที่นัยน์ตาของผม ผมหลบตาเขาอย่างช้า ๆ พยักหน้าอย่างมึนงง เขาเดินจากไปพร้อมกับหมาตัวนั้น ทิ้งให้สมองของผมหมุนติ้ว เพื่อนผมเช็คบิลอีกครั้งหนึ่ง  คืนนี้เราไม่ได้ทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวที่ดี ไม่ใช่ตากล้องมือโปร แต่ก็เป็น คืนที่ผมได้รู้จักซอย 6 อย่างแท้จริง ซอยหก ซอยโลกีย์ ซอยที่มีภูติผีปีศาจ.…ผมได้เจอคนที่ตายไปแล้วจริง ๆ…..
           
          เราจากซอย 6 มาเมื่อเวลา เที่ยงคืนพอดี  เพื่อนผมขับรถกลับบ้านโดยไม่พูดซักคำ เช่นเดียวกันผมที่นั่งเงียบมาตลอด ทาง  ได้ยินแต่เสียงคำรามของเครื่องยนต์หกสูบ แข่งกับเสียงล้อตะกายถนน รถ จอดสนิทในโรงรถเมื่อเวลา เที่ยงคืน 7 นาที  ก่อนเข้าห้องน้ำ ผมโยนแม็กกาซีนเล่มหนึ่งให้เพื่อน พร้อมกับบอกมันสั้น ๆ ว่า “ เอ็งอ่าน หน้า 87 จบแล้วค่อยมาคุยกัน” “ข้าเหนื่อยว่ะ บางทีเอ็งก็พูดถูก  คนไทยจน ๆ และโง่ ๆ เสียเปรียบตลอด”
—————————- ปีเตอร์เป็นใคร ?———————————————————-
         ปีเตอร์ชายชาวไทยวัย 30 ต้น ๆ เป็นผู้หนึ่ง ที่มายัง สถานที่นี้ทุกค่ำคืน ทุก ๆ วันเค้าจะเดินมาพร้อมกับเจ้าเพื่อนยากสี่ขาพันธุ์ทางลายดำขาวอีกหนึ่ง ตัว ที่ไหล่สะพายเอาไว้ด้วยถุงแป้งขนาดใหญ่หนึ่งใบ เดินเข้าเดินออกซอยนี้ อยู่ทั้งคืน เมื่อเดินผ่านถังขยะก็จะแวะดินเนอร์กันสองชีวิต คนหนึ่งหมา หนึ่ง บางครั้งเพื่อนคู่หูก็เกิดแตกคอกันในระหว่างบางมื้ออาหาร

        “แฮ่!!!…” อ้ายเจ้าด่างแฮ่เข้าให้  เมื่อทั้งสองคุ้ยไปเจอลูกชิ้นไม้ใหญ่ไม้หนึ่งที่ทิ้งเอาไว้
        “แฮ่!!!…”ปี เตอร์แฮ่เข้าบ้างพร้อมกับมืออันหยาบกร้านตบลงไปบนหัวของเจ้าด่างฉาดใหญ่ “นี่ แน่ หนอยแน่ ไอ้เจ้านี่ชักจะปีนเกลียวใหญ่แล้วนะมึง”
         
          ปีเตอร์หยิบลูกชิ้นไม้นั้นมาแบ่งกันอย่างยุติธรรม  ระหว่างหมากับคน  แล้วก็เดินกันต่อ ระหว่างทางก็แวะทักกับคนหรือหมาที่คุ้นเคย  ผู้หญิงบาร์ใจดีบางคนก็จะหาขนมหรือข้าวที่ตัวเองกินเหลือ ๆ เตรียมเอาไว้ให้  ไม่มีใครรู้แน่ว่าชายกระเซอะกระเซิงผมเผ้ารุงรังคนนี้มาจากไหน  รู้แต่ว่าใคร ๆ พากันเรียกเค้าว่า “ปีเตอร์”
บ้างก็ว่าเค้าเป็นคนต่างจังหวัดมาขุดทองกันกับเมียสองคน  แต่เมียหนีไปกับฝรั่งชาวเยอรมัน ความผิดหวังในชีวิตก็เลยทำให้เค้าเป็นเช่น นี้  บางคนก็ว่าเค้าเคยมีเมียเป็นลูกสาวเศรษฐีฝรั่งชาวต่างชาติเมื่อสมัยตอน เป็นรุ่น ๆ แต่ถูกกีดกันจากพ่อ-แม่พาหนีกลับประเทศไป  เรื่องราวของปีเตอร์มีหลากหลายรูปแบบ  มีถึงกระทั่งว่าเค้าเป็นสายตำรวจปลอมตัวมา
ที่มุมหนึ่งของหมู่บาร์เหล่านั้น  อ้ายเปี๊ยกกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่  เป็นจังหวะเดียวกับที่ปีเตอร์เดินเข้าไปใกล้มันพอดี “ลูกพี่ให้ใครเอาน้ำ อัดลมมาส่งให้ผม ๒ ลังตอนนี้ของขาดลูกค้ายังไม่ได้ของอีกตั้งหลายคน” 
         ขณะพูดจาส่งสัญญาณให้กับทางปลายสายอยู่นั้น  มันเหลือบตาเห็นปีเตอร์ แต่ก็มิได้สนใจอะไรนัก  มันเจรจาเรื่องส่งน้ำอัดลม กับทางปลายสายต่อ “น่าลูกพี่เอามาให้ผมก่อน เรื่องเงินงวดก่อน  เดี๋ยวผมเอาไปเคลียร์ให ้ โธ่ผมไม่เบี้ยวหรอกครับเดี๋ยวผมไปเคลียร์ให้พรุ่งนี้เลย” อ้าย เปี๊ยก เป็นเด็กใหม่เพิ่งจะมาทำมาหากินในซอยนี้ได้ยังไม่ถึง ๓ เดือนดีนัก มันเป็นคนหน้าตาดีจึงไม่ต้องทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ผู้หญิงที่ทำ มาหากินอยู่ในซอยนี้ ต่างก็แย่งกันที่จะเอามันไปทำผัวชั่วคราวกันทั้งนั้น
           
         วันนี้มีฝรั่งใจดีที่มาเที่ยวในซอยนี้เป็น ประจำ  ซื้อข้าวผัดมาฝากปีเตอร์กับเจ้าสี่ขา เมื่อได้ข้าวผัดหนึ่งคนหนึ่ง หมาก็พากันเดินทะลุออกมาที่ชายหาด มาหามุมสงบนั่งเปิบข้าวกัน ไม่ว่าจะได้อะไรมาทั้งสองชีวิตจะต้องแบ่งเท่า ๆ กันเสมอ หลายปีมานี้ปีเตอร์ใช้ชีวิตอยู่ในซอยนี้  เดินเข้าเดินออกในยามค่ำคืน  ผู้คนแถวนี้คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง
ปี เตอร์มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่มันเป็น ไป  แต่ละปีที่ผ่านมาผู้คนในซอนนี้มีมาไม่ค่อยจะซ้ำหน้า  ผู้หญิงบางคนมา อยู่ซอยนี้ได้เพียงไม่กี่เดือน  ก็ประสพความสำเร็จ ฝรั่งต่างชาติเอาไปเลี้ยงดูอุ้มชูอย่างดี บางคนไม่เคยกลับมาเหยียบซอยนี้อีกเลย บางคนกลับมาในฐานะที่เปลี่ยนไป  วางตัวเป็นคุณนาย แทบจะปิดบาร์เลี้ยงเหล้าผู้คนทุกคนที่รู้จักเลยก็ว่า ได้  แต่บางคนก็ไม่ประสพความสำเร็จนัก ต้องซมซานกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งกัน ใหม่           ปีแรก ๆ ที่ปีเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของซอยนี้ ผู้คนต่างแปลกหน้าแปลกตา เคยมีอยู่ ครั้งหนึ่งเค้าเคยถูกกลุ่มวัยรุ่นค้ายารุมกระทืบ ด้วยข้อหาเป็นสายให้ ตำรวจ จนผู้หญิงบาร์เหล่านั้นทนดูไม่ได้ต้องรวมตัวกันออกมาห้ามปราม ตั้งแต่ นั้นมาอาการเสียสติของปีเตอร์ ก็เพิ่มมากขึ้นจนหลุดโลก         เมื่อ ปีเตอร์จัดการกับข้าวผัดของตัวเองเสร็จ ก็หันไปมองที่เจ้าสี่ขาเพื่อนยาก  เห็นมันกินไปเพียงนิดเดียวก็หยิบข้าวของมันมากินต่อพลางพูดว่า
          “อ้ายด่างวันนี้เอ็งเป็นอะไรวะข้าวปลาไม่ยอมกิน มีให้กินก็กินไปเหอะอย่าเล่นตัวนักเลย” อ้ายเจ้าด่างเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ นอนมองเจ้านายของมันแล้วผงกหัวขึ้นเห่า “โฮ่ง!…โฮ่ง!…” แล้วมันก็นอนต่อ “อย่าเลือกนักเลยมึง ไม่มีหรอกสเต็กสตูน่ะ”
         เมื่อ กินข้าวเสร็จหนึ่งหมาหนึ่งคน ก็ชวนกันออกเดินย้อนกลับเข้าไปในซอยใหม่  ซอยนี้ช่างแปลกนักกลางวันเงียบจนแทบจะร้างผู้คน  แต่เมื่อยามราตรีมาถึงกลับคึกคักอย่างยิ่ง ลักษณะบาร์เบียร์ของที่นี่เป็น ลักษณะเปิดโล่ง  เป็นเคาน์เตอร์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 3 ยาว 6 เมตร  พนักงานบริการจะอยู่ในช่องกลางของเคาน์เตอร์  ที่เจาะเอาไว้โดยให้แขกที่มา ใช้บริการล้อมรอบอยู่ภายนอก ในซอยนี้มีบาร์ลักษณะเดียวกันอยู่ติด ๆ กัน 25-30 บาร์ มันเป็นที่รวบรวมคนกลางคืน  ไม่ว่าจะเป็น ผู้หญิง  กระเทย แมงดา หรือแม้กระทั่งเด็กผู้ชายที่มาขายตัวให้กับฝรั่งโรคจิต
          “น่าเปี๊ยก นะตัวเอง  เอามาให้เค้าก่อนตัวนึง  แล้วพรุ่งนี้เค้าค่อยเอาเงินมาให้ตัว เอง” ปีเตอร์เดินผ่านมาตรงนั้น เห็นอ้ายเปี๊ยกกับผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังต่อรองอะไร บางอย่างกันอยู่ ปีเตอร์เดินเข้าหาถัง ขยะในบริเวณนั้น ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นพูดต่อ
         “วันนี้ เค้ายังไม่ได้แขกเลย ถ้าเค้าได้แขกแล้ว  เค้าจะกลับมานอนกับตัวเอง” 
         “อย่า มาพูดเลยมึงพูดอย่างนี้มากี่ครั้งแล้ว นี่มันของซื้อของขายนะ  แล้วพรุ่งนี้กูก็ต้องเอาเงินไปจ่ายเค้าเหมือนกัน”          “แต่ชั้นก็เอาตัวชั้นเป็นของแถมให้เธอนะ ไม่ใช่ว่าชั้นขอติดเงินเธออย่าง เดียว” 
    
           “โอ๊ย!…กูไม่เอาแล้วน่า เบื่อ  ไม่อยากนอนกับไม้กระดาน”         อ้ายเปี๊ยกพูดอย่าง เบื่อหน่าย มันพยายามเดินหนี แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังตามเซ้าซี้มันอยู่อย่างไม่ยอมปล่อย ให้หลุดมือ จนมันรำคาญ มากเข้าทนไม่ไหวจึงทั้งตบทั้งเตะจนหล่อนกองอยู่ตรงนั้น ก่อนจะ เดินจากไปมันโยนเศษเหลือเพียง 1 ใน 4 ของที่ผู้หญิงคนนั้นต้องการพลางกล่าวสำทับว่า เอ้า เอาไป เดี๋ยวจะลงแดงตายห่าซะก่อน  แต่พรุ่งนี้ก่อนเที่ยงต้องหาเงินที่ค้างเอาไว้มาให้ด้วย  ไม่งั้น จะโดนมากกว่านี้” 
          ผู้หญิงคนนั้นซมซานลุกขึ้น ตาของหล่อนเหลือบไปเห็นปีเตอร์มองมาอยู่พอดี   จึงแว๊ดออกไปว่า  “มองอะไรไอ้บ้าไปเลยนะไม่ต้องมามองเลย” หล่อนเอื้อมมือหยิบเศษเดนที่ไอ้เปี๊ยกโยนให้ เดินโซเซเข้าไปในซอกหลืบของ ห้องน้ำด้านหลัง
ปีเตอร์มองหล่อนอย่างเฉยเมย แต่ในแววตากลับแตกต่างออก ไป ในนั้นมีทั้งความรันทด และ ความสงสารผสมปนเปกัน         คืน นั้นก่อนที่เหล่าผีเสื้อราตรีจะแยกย้ายกันกลับบ้าน….
         ไอ้ เปี๊ยกโดนหน่วยปราบปรามยาเสพติดรวบตัว พร้อมกับของกลางยาบ้าในตัวมันอีก 18 เม็ด รุ่งเช้าเฮียฮวดเจ้าของบาร์ในซอย 6  ก็โดนตำรวจยกกำลังเข้าค้นบ้าน จากการซัดทอดของไอ้เปี๊ยก ได้ยาเสพติดชนิด ต่าง ๆ อีกมากมาย             ทุกชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับซอย นี้ เหมือนกับเป็นวัฎจักรที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกวัน  เมื่อคืนหนึ่งหมดไปก็รอคืนใหม่มาเยือนอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อที่จะมารวมตัวกันใช้ชีวิตกลือกกลั้วอยู่กับสังคมที่บุคคลภายนอก มองว่าโสมม 


คืนนี้ก็เช่นกัน  เกือบทุกชีวิตกลับมาเริ่มต้นวันใหม่ ตามทิศทางของแต่ละคน จะมีที่ขาดหายไปบ้างก็ไอ้เปี๊ยก เฮียฮวด แต่ที่ทำให้หลาย ๆ คนประหลาดใจ ก็คือ ปีเตอร์ ทุกทีจะต้องเห็นแกตั้งแต่ตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า ตอนนี้สามทุ่มครึ่งแล้ว  ยังไม่มีใครได้เห็นชายกระเซอะกระเซิงผมเผ้ารุงรัง กับเจ้าสี่ขาคู่ทุกคู่ยากเลย
สี่ทุ่มแล้วที่ร้านลาบส้มตำเล็ก ๆ ภายในซอยนั้น  เหล่าผีเสื้อราตรีบางคน  กำลังจัดการกับอาหารมื้อแรก ของวัน  ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้  ที่โทรทัศน์ระบบ บอกรับสมาชิกกำลังเสนอข่าวอาชญากรรมของท้องถิ่นอยู่  หลังจากข่าวใหญ่ของไอ้เปี๊ยก และ เฮียฮวดจบลง  ก็มีข่าวเล็ก ๆ ตบท้ายอีกหนึ่งข่าว     
ในเนื้อข่าวนั้นบอกว่า พบศพชายคนหนึ่ง ถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม อยู่ในซอกหลืบของตึกร้างในซอยเปลี่ยวแถวนาจอมเทียน ผู้หญิงคนหนึ่งจำได้ว่าเป็นปีเตอร์ หล่อนบอกกับเพื่อน ๆ ว่า เมื่อ ตอนเย็นหล่อนเห็นผู้ชายกลุ่มหนึ่ง ลากตัวปีเตอร์ขึ้นรถ ไอ้เจ้าสี่ขาเพื่อนของเค้าเข้าไปช่วยเจ้านาย  ยังโดนไม้หน้าสามหวดจนร่วงเลย  หล่อนนึกว่าเป็นญาติที่มาเอาตัวเค้ากลับบ้านจึงไม่ได้สนใจมาก นัก          15 นาฬิกาของ 7 วันต่อมา ณ เมรุหลวงวัดมหาธาตุ ที่บนเมรุนั้นตั้งเอาไว้ด้วยหีบศพที่คลุมด้วยธงชาติอย่างสมเกียรติ  รอบบริเวณตกแต่งด้วยดอกไม้แห้ง ดอกไม้สดอย่างงามหรูวิจิตรงดงามตา ที่เหนือ โลงศพมีภาพถ่ายของชายคนหนึ่ง  ตัดผมเกรียนหน้าตาเกลี้ยงเ กลา แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ที่แทบไม่มีวี่แววว่าจะเป็นคนบ้า  กระเซอะกระเซิงผมเผ้ารุงรัง

         ที่ หน้าปะรำพิธี มีหญิงชราคนหนึ่งนั่งน้ำตาซึม   แต่ไม่มีเสียงสะอึกสะอื้นเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน  ด้านซ้ายของเธอเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง  ด้านขวาเป็นฝรั่งชาวต่างชาติที่เคยมีน้ำใจหยิบยื่นอาหารให้กับคนบ้าในพัทยา ซอย 6 บ่อย ๆ ในมือของฝรั่งเจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐคนนั้น  มีสายจูง สุนัขพันธุ์ทางสีขาวดำที่ขาของสุนัขตัวนั้นพันเอาไว้ด้วยผ้าพันแผล
“ปี เตอร์เค้าไม่มีครอบครัวหรือครับคุณแม่” ฝรั่งคนนั้นเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยสำเนียงของฝรั่งที่พูดไทยได้ดีพอ สมควร

แม่ก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเค้ามากนักหรอกค่ะ รู้แต่ว่าหลังจากจบจากโรงเรียนพลตำรวจแล้วเค้าคบหาอยู่กับผู้หญิงคน หนึ่ง แต่หลังจากผู้หญิงคนนั้นเสียชีวิตจากการถูกวัยรุ่นติดยาในพัทยาฆ่าตาย เมื่อคราวไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ลูกของแม่ก็ลาออกจากตำรวจแล้วหายออกจากบ้านไป ส่งมาแต่เงิน กับ โทรศัพท์มาหาแม่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้น เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วก่อนเกิดเรื่องยังโทรฯมาบอกว่าสิ้นปีนี้ จะกลับมาอยู่กับแม่แล้วจะไม่ไปไหนอีกแล้ว”
เมื่อ หญิงชรากล่าวจบ  บรรยากาศโดยรอบตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เธอยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาที่ไหลลงอาบสองร่องแก้ม  นายฝรั่งของปีเตอร์   พยายามเบือนหน้าหนีเก็บซ่อนน้ำตาเอาไว้   เจ้าสี่ขาลายขาวดำนอนหมอบนิ่งสงบไม่ไหวติง กลุ่มควันไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้อง ฟ้า เป็นเสมือนหนึ่งสัญญาณลาจากของชีวิตอีกหนึ่งชีวิต  ที่ทุ่มเทให้กับ สังคมที่ผู้คนหลงมัวเมากับสิ่งหลอกลวงต่าง ๆ หญิงชราเดินขึ้นไปรับกรอบรูป พร้อมกับกระถางธูปที่เจ้าหน้าที่ส่งมา ให้ ปากก็กล่าวกับรูปของลูกชายว่า      
“กลับ บ้านเรากันนะลูก กลับไปพักผ่อนอยู่กับแม่นะ”  หญิงชรากล่าวจบเจ้าสี่ขาก็เห่าขึ้นพร้อมกับแสดงท่าทางดีใจเหมือนกับได้เห็น เจ้านายของมันอีกครั้งหนึ่ง

เขียนโดย………หมา ใหญ่/รถถัง

จรรยาบรรณสื่อสารมวลชนสากล 23 ข้อ ประกอบด้วย


1. ต้องกระทำตนให้อยู่ในขอบเขตของความเหมาะสมมีกริยาดี (The bounds of decency)
2. ไม่สร้างข่าวขึ้นเอง (Do not attempt to make news)
3. ต้องเสนอข้อเท็จจริงทั้งหมดแก่ผู้รับสาร (The truth and the whole truth)
4. ไม่ก้าวก่ายสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น (Do not to invade the private rights)
5. ไม่บังคับบุคคลให้พูด (Do not to force individuals to speak)
6. ซื่อสัตย์ต่อบุคคลที่ต่อสู้เพื่อสังคม (Play fair with a person against whom derogatory charges)
7. ซื่อสัตย์ต่อบุคคลที่นำมากล่าวถึงในคอลัมน์ (Play fair with persons quoted in its columns)
8. รักษาไว้ซึ่งความลับของแหล่งข่าว (Keep the confidence of its news sources)
9. ไม่ปิดบังอำพรางข่าวที่นำเสนอ (Do not suppress news)
10. ไม่ควรขายข่าว ขายคอลัมน์เพื่อเงิน หรือความพอใจส่วนตัว (Do not "sell" its news colums for money or courtesies)

11. ละเว้นจากการเข้าร่วมพรรคการเมือง (Refrain from allowing party politics)
12. ต้องบริการคนส่วนรวม มิใช่บริการคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (Serve the whole society, not just one "class")
13. ช่วยต่อสู้และปราบปรามอาชญากร (Fight and discourage crime)
14. ต้องเคารพ และช่วยผดุงกฏหมายบ้านเมือง (Must respect and aid the law and the courts)
15. สร้างความสัมพันธ์อันดีแก่ชุมชน (Seek to build its community)
16. ไม่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างญาติและเพื่อนของผู้อื่น (Not injure the relatives and friends)
17. คำนึงว่าการหย่าร้าง การฆ่าตัวตายนั้น เป็นปัญหาสังคมสิ่งหนึ่งไม่ควรเสนอข่าวไปในเชิงไม่สุภาพ
(To recognize divorce, suicide as an unfortunate social problem)
18. อย่ากล่าวโจมตีคู่แข่ง (Do not attack on competitive)
19. อย่าหัวเราะเยาะความวิกลจริต จิตทราม หรือพลาดโอกาสของบุคคล (Do not ridicule the insane or the feebleminded or misfortunes)
20. เคารพนับถือวัด โบสถ์ เชื้อชาติ และเผ่าพันธุ์ของบุคคล (Respect churches, nationalities and races)
21. หน้ากีฬาควรเขียนถึงทุกๆ คน (Sports page is written for everybody)
22. แก้ไขข้อผิดพลาดที่พบในทันที (Be prompt in correcting errors)

23. จำไว้ว่าข่าวที่นำเสนอนั้น มีเยาวชนชายหญิงอ่านด้วย (Remember that the new is read by young boys and girls)
อยากทราบสื่อของรัฐ เช่น NBT หรือFREE TV ตลอดจนหลายสื่อได้ปฏิบัติตามจรรยาบรรณหรือไม่  พิจารณาเอาเองก็แล้วกัน

ตัวอย่าง


สื่อพาดข่าว ตั้งฉายา สาวโหดฆ่าหั่นศพว่า "สวยประหาร" ส่งสัญญานผิดให้วัยรุ่น เกิดความรู้สึกยกย่อง เป็น Idol ได้ ถือว่าเข้าข่ายผิดจริยธรรมสื่อ
อย่าสนับสนุนสื่อ ไร้จรรยาบรรณ!!!


           


ดูบทความทั้งหมด