pearleus

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ลมรักฤดูร้อน

 Kampol Nirawan

ลมรักฤดูร้อน

โดย กำพล นิรวรรณ

-----------------



“ถ้าไฟโลกันตร์มีจริงมันก็คงจะร้อนแบบนี้นะฉันว่า. ขอกาแฟเย็นแก้วนึงค่ะ.”

“ถ้าไม่ใช่ร้อนใจ ร้านนี้จะช่วยได้เยอะครับ. มุมนู้นเลยครับ แอร์เย็นดีมาก. เดี๋ยวชงกาแฟเสร็จ ผมจะเอาไปให้ครับ.”

“ขอบคุณค่ะ. ร้านคุณน่ารักมาก,” พูดจบเธอหันหลังเดินเนิบ ๆ ไปนั่งโต๊ะติดกับผนังกระจกฝั่งตรงข้ามกับเคาน์เตอร์, วางกระเป๋าถือลงบนพื้น, สองมือจีบนิ้วจับคอเสื้อยืดดึงให้ขยาย แล้วห่อปากเป่าลมลงไปในร่องอก.

“ขอบคุณครับ,” เสียงตอบเบา ๆ ดังตามหลังเธอ. 

มันเป็นเที่ยงวันจันทร์กลางกรกฎาคม. ตลาดจตุจักรแทบร้างผู้คน. เปลวแดดเดือดเต้นเร่า ๆ อยู่บนพื้นคอนกรีตนอกผนังกระจกของร้านกาแฟเล็ก ๆ กลางตลาดนัดชื่อก้องโลก. ในร้านมีกันแค่สองคน; หนุ่มใหญ่ในชุดกางเกงขาสั้นสีกากี เสื้อยืดผ้าลินินสีเหลืองอ่อน รองเท้าผ้าใบสีคราม นั่งดื่มกาแฟอยู่บนเก้าอี้กลมทรงสูงหน้าเคาน์เตอร์, กับหญิงวัยปลายกลางคน ร่างระหง ผมสีดอกเลายาวถึงกลางหลัง ในชุดกระโปรงผ้ายีนส์สีน้ำเงินฟอกซีด เสื้อยืดสีขาวแขนสั้นเปิดไหล่. ไม่มีใครอื่น.

“แหม่ มันร้อนยังกะไฟนรกจริง ๆ!” ฝ่ายหญิงพึมพำ, ถอดแว่นคล้องกับคอเสื้อ, หลับตา, ประกบมือเป็นพุ่มวางครอบจมูก ใช้นิ้วชี้นวดสันจมูกเบา ๆ ก่อนจะเหลียวมองไปรอบ ๆ.

ฝ่ายชายเดินอ้อมไปหลังเคาน์เตอร์เพื่อจะชงกาแฟเย็นให้เธอ แต่ก็เหลือบตามองเธอครั้งแล้วครั้งเล่า. เธอรู้ เธอเห็น จึงหันไปเผชิญหน้ากับเขาตรง ๆ: 

“ขอโทษนะคะ ฉันตั้งใจว่าจะมานั่งอ่านหนังสือนั่งดื่มกาแฟเงียบ ๆ เสียหน่อย แต่เห็นคุณเหลียวมามองฉันบ่อยจัง มีปัญหาอะไรหรือคะ?”

“คุณพี่ชื่อสิรินทร์หรือเปล่าครับ?”

“ใช่ค่ะ.”

“โอ้โห นางฟ้าของผมนี่เอง!” พูดจบ เขาวิ่งอ้าแขนไปหาฝ่ายหญิง, ด้วยความลิงโลดเหมือนเด็ก ๆ.

“เอ๊ะ คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ?” ฝ่ายหญิงถามขึงขัง, ผงะพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับกางมือเหยียดแขนออกไปกันไม่ให้เขาถึงตัว.

“เปล่าครับ สติสตังผมยังดี. พี่จำผมไม่ได้หรือครับ?” เขาตอบหน้าละห้อย ก่อนจะถอยไปยืนกอดอก ถ่างขาจังก้า แต่แววตายังละห้อย.

“ขอโทษค่ะ, จำไม่ได้จริง ๆ.” เธอเงยมองเขาตาเขม็ง.

“ไอ้ดำไงครับพี่.”

เธอมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้ววนกลับขึ้นไปใหม่ ตั้งแต่เท้าจรดหัว, “ดำไหนนะ?”

“ไอ้ดำ เด็กจรจัดไงครับ ที่พี่เคยเอาไปเลี้ยงที่บ้านพี่ในซอยวัดเพลง. มันเคยขโมยตังค์พี่ทุกวันโดยที่พี่ทำเป็นไม่รู้. ตัวมันเองน่ะรู้ว่าพี่รู้ แต่มันก็ทำเป็นไม่รู้. สุดท้ายพี่ก็เลยวางตังค์ให้มันขโมยวันละสิบบาทเกือบทุกวัน จนมันรู้สึกอดสูใจ หนีกลับออกไปจรจัดเหมือนเดิม.”

เธอลุกผลุงขึ้นยืน จ้องมองร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า. 

“ฮะ โอ้โห เจ้าดำ, เธอเองหรอกหรือนี่! เออเว้ย โลกนี้มันช่างแคบเสียจริง ๆ!” 

พูดจบเธอเป็นฝ่ายโผเข้าไปกอดเขาเอง, แนบใบหน้ากับไหล่กำยำของเขา. เขากอดตอบ. ต่างคนต่างกอด. 

“เออ พอ ๆ ๆ. แหมทำเป็นฝรั่งไปได้ยัยสิรินทร์!” เธอประชดตัวเอง พร้อมกับผละออกมายืนมองหน้าเขา, ต้องเงยมอง เพราะเขาสูงราวกับฝรั่ง.

“โห พี่สิรินทร์ของพ้มมมมม,” เขาป้องปากระเบิดความลิงโลดใจออกมาจากในอกสุดเสียงสังข์ ราวกับจะให้มันดังขึ้นไปถึงสวรรค์, “พ้มฝันไปหรือเปล่านะเนี่ยยยยย?”

“เบา ๆ หน่อยจ้ะ. ใครผ่านไปผ่านมาอาจจะได้ยิน อายเขา. ดีไม่ดีเขาจะหาว่ามีคนบ้าอยู่ในร้านนี้. ไปหยิบถ้วยกาแฟของเธอมานั่งดื่มด้วยกันมะ จะได้คุยกันยาว ๆ.”

“ดีเลยครับ เยี่ยม เยี่ยม เยี่ยม…เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยวนะพี่…” ละล่ำละลักจบเขาเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์.

เธอยืนรอเขา, เอามือซุกกระเป๋ากางเกง, หมุนตัวช้า ๆ ไปรอบห้อง มองการตกแต่งร้าน: ด้านนอก เหลืองชัชวาลดอกสะพรั่งระย้าย้อยลงมาเป็นม่านคลุมส่วนบนของผนังกระจก, ด้านใน พื้นห้องสีเขียวมอร็อคโคมีรูปใบโพธิ์แห้งสีน้ำตาลอ่อนแทรกอยู่เกลื่อนกลาด ดูเผิน ๆ คล้ายโมเสคลวดลายประหลาด, ภาพสีน้ำมันฝีมือประณีตในกรอบไม้ไผ่กว้างยาวราวสองฟุตสี่กรอบแขวนอยู่กลางผนังห้องด้านละกรอบ ล้วนเป็นภาพสมจริงของชีวิตบ้านป่าในยุคตะเกียงน้ำมันก๊าด, เคราฤาษีดกหนากับชายผ้าสีดาริ้วเล็กเกาะเกี่ยวกันบนเปลือกไม้ที่ประกบติดอยู่กับมุมห้องใต้เพดานมุมละเปลือก, กระถางเดหลีกับกระถางกวักมรกตวางอยู่คู่กัน ติดกับผนังกระจกข้าง ๆ โต๊ะของเธอ, ดอกเดหลีคือราชินีบุปผาผู้มีพระพักตร์คล้ายเนินสวรรค์สีขาว, ดอกกวักมรกตคือราชันบุปผาผู้มีพระพักตร์เหมือนเจ้าโลกที่กำลังยืนตระหง่าน. เธอมองสองพระองค์แล้วอมยิ้ม. ทั้งร้านมีอยู่เท่านั้น ไม่มีเครื่องประดับอื่นใดให้รกรุงรัง สะท้อนรสนิยมเรียบง่ายแต่ล้ำลึกของเจ้าของร้าน. 

เจ้าของร้านอ้อมไปหลังเคาน์เตอร์ เปิดตู้เย็นหยิบแชมเปญขวดหนึ่งออกมาเปิด, หยิบแก้วเจียระไนทรวงกรวยก้านยาวจากหิ้งบนฝาผนังมาสองใบ แล้วเดินกลับไปหาเธอ รินเมรัยสีอำพันใส่แก้วยื่นให้เธอแก้ว ให้ตัวเองแก้ว แล้ววางขวดลงบนโต๊ะ.

“มาดื่มฉลองกันดีกว่าครับ กาแฟร้อนของผมกับกาแฟเย็นของพี่เอาไว้ทีหลัง.”

“รสนิยมฝรั่งจ๋าเลยนะน้องเรา.” เธอยิ้มบาง ๆ นัยน์ตาเป็นประกาย. “แล้วจะดื่มเพื่ออะไรดีล่ะ?”  

“เพื่อพี่ เพื่อผม เพื่อการที่เราได้มาพบกันอีก เพื่อการที่เรายังอยู่ แม้จะไม่รู้ว่าอยู่เพื่ออะไร.”

“จ้ะ เพื่อเธอ เพื่อพี่ เพื่อการที่เราได้มาพบกันอีก เพื่อการที่เรายังอยู่ แม้จะไม่รู้ว่าอยู่เพื่ออะไร. เชียร์ส!”

“เชียร์สครับ! 

“แชมเปญของเธอรสละมุนมาก”

“พี่รู้มั้ย ทันทีที่ผมเห็นพี่เดินเข้ามาในร้าน ผมสะท้านเยือกไปทั้งตัวเลย.”

“เหมือนเห็นผี?”

“เหมือนเห็นนางฟ้าครับ.”

“โลกนี้ช่างแคบเสียจริง ๆ! ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะมาเจอเธอ. เธอกลายเป็นหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวเชียวนะ.”

“ผมห้าสิบแล้วพี่ ไม่หนุ่มแล้วครับ. พี่สิ ตั้งหกสิบสองหกสิบสามแล้วยังสวยพริ้ง, ยิ่งผมสีดอกเลาทั้งหัวยิ่งดูดีมีสง่า.”

“อ้าว, ต่างคนต่างชมกัน เสมอตัวกันพอดี. แถมยังจำอายุพี่ได้อีกต่างหาก.”

“ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะครับ? ตอนพี่รับผมไปชุบเลี้ยง ผมเก้าขวบเอง. ส่วนพี่ตอนนั้นอยู่ปีสามคณะรัฐศาสตร์ ผมจำได้.”

“แล้วทะลึ่งยังไงถึงได้มาเรียกพี่ว่านางฟ้า! หน้าตาพี่ก็โหล ๆ, ธรรมด๊าธรรมดา?”

“พวกผมอีกห้าคนที่เพื่อน ๆ ของพี่แบ่งกันรับไปเลี้ยงดูก็เรียกพี่ ๆ เหล่านั้นว่านางฟ้ากันทั้งนั้นละครับ. ก็เพราะพวกพี่เป็นนางฟ้าของพวกเราจริง ๆ นี่นา. มีอย่างที่ไหน พวกผมแค่เด็กจรจัด ไม่มีหัวนอนปลายตีน ทั้งซนทั้งดื้อทั้งขี้ขโมย พวกพี่ก็ยังเอาไปเลี้ยงยังกะน้องแท้ ๆ.”

“สงสารจ้ะ, เห็นเวลาพวกเราจัดชุมนุมประท้วงกันในสนามฟุตบอลทีไร พวกเธอก็เอาหนังสือพิมพ์เข้าไปเดินขายกันจนดึก ๆ ดื่น ๆ ทุกที แทนที่จะมีชีวิตอบอุ่น ได้อยู่กับพ่อกับแม่เหมือนเด็กอื่น ๆ. แต่ที่พี่จำได้ติดหูติดตา และ...อือ...ยังจำติดใจมาจนถึงทุกวันนี้ก็ตอนที่เธอวิ่งมาตามหาพี่จนพบ แล้วก็ฉุดมือพี่วิ่งฝ่าห่ากระสุนออกจากธรรมศาสตร์ในเช้ามืดวันที่หกตุลาฯ หนึ่งเก้า. จำได้ไหมจ๊ะ หลังจากไอ้พวกตชด.กับกระทิงแดงระดมยิงใส่ตึกคณะบัญชีที่เราถอยเข้าไปหลบกันใต้ถุนตึก?” 

เขาพยักหน้ายิ้ม ๆ แทนคำตอบ.

“พี่ยังสงสัยไม่หาย,” เธอดึงมือข้างขวาของเขาไปกุม, “ว่าเธอไปเรียนวิชาเอาตัวรอดในยามเป็นยามตายแบบนั้นมาจากไหน. พี่ยังจำได้ว่าตอนนั้นพี่เข่าอ่อนหมดแล้ว แต่มือเล็ก ๆ ของเธอ, ตอนนั้นมันยังเล็กนะจ๊ะ ไม่หนาหนั่นอย่างตอนนี้, มือข้างนี้ละจ้ะที่ทำให้พี่อุ่นใจจนบอกไม่ถูก. พี่เลยบอกตัวเองว่าเอาละวะ ไอ้เจ้าเด็กน้อยคนนี้มันจะพาเราไปไหนเราก็ไป. สุดท้ายเธอก็พาพี่หนีลงเจ้าพระยาแล้วก็ลอยคอกันไปจนถึงบ้านชาวบ้าน. แล้วชาวบ้านผู้ใจดีก็พาเราเข้าไปซ่อนในห้องของเขา. เธอทั้งเก่งทั้งกล้าหาญจริง ๆ.”

ว่าแล้วเธอดึงเขาให้ไปนั่งเก้าอี้ฝั่งโต๊ะตรงข้าม มองตาเขาด้วยความชื่นชม ระคนความปวดร้าวที่ผุดขึ้นมาจากห้วงลึกของความทรงจำเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเธอในเช้าตรู่วันนั้น.

“ผมไม่ได้ไปเรียนมาจากไหนหรอกครับ คงเป็นสัญชาตญาณของความเป็นเด็กข้างถนนเสียมากกว่า. นาทีนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากต้องพานางฟ้าของผมให้พ้นออกมาจากที่นั่นโดยเร็ว.”

“พอทีเถอะจ้ะ. เลิกเรียกพี่ว่านางฟ้าเสียที. เขินจ้ะ. อือ ที่พี่อยากจะบอกก็นั่นละ คือเห็นพวกเธอแล้วอดสงสารไม่ได้.”

“แต่เรารู้จักกันก่อนหน้านั้นนะพี่, ตั้งแต่คืนที่มีฉากดรามาคืนนั้นแล้ว.”

“ฉากอะไร? คืนไหน?”

“ก็คืนที่พี่กับเพื่อน ๆ ของพี่ออกมาซื้อข้าวแกงแล้วเจอผมถูกเพื่อน ๆ ห้าหกคนขึงพืดบนทางเท้าหน้าประตูท่าพระจันทร์ เอาช้อนสังกะสีขูดเนื้อตัวผมจนเลือดซิบทั้งตัว แล้วก็เอาซีม่าโลชั่นราด. ผมงี้ทั้งแสบทั้งปวดแทบจะขาดใจตายอยู่พอดี แล้วพี่กับเพื่อน ๆ พี่ก็มาเห็นเข้า เลยเข้าไปห้ามพวกมัน แถมยังช่วยกันตะโกนเรียกตำรวจเสียงสนั่นหวั่นไหว. พวกมันก็เลยเผ่นแน่บ. แต่พี่รู้มั้ยครับ คืนนั้นถ้าพวกพี่เข้าไปขวางมันไว้ทัน ก่อนพวกมันจะลงมือขูดผม ป่านนี้ผมก็คงถูกกลากเกลื้อนกินตายไปแล้วครับ.”

“อ้าวเหรอ, พี่จะไปรู้รึว่าเจ้าพวกนั้นมันกำลังช่วยเธอ? พี่เข้าใจว่ามันกำลังรังแกเธอเสียอีก. ไม่เห็นเธอเคยบอกเรื่องนี้พี่เลย...แน่ะ ดำ ดูนั่น! มีลูกค้าเข้าร้านจ้ะ.”

หนุ่มสาวชาวตะวันตกคู่หนึ่งเดินเข้ามาในร้าน. ดำแค่เหลือบตามอง ไม่มีทีท่าว่าจะแสดงตนเป็นเจ้าของร้าน. ทั้งคู่ยืนเหลียวซ้ายแลขวาอยู่หน้าเคาน์เตอร์ครู่หนึ่ง จากนั้นฝ่ายชายหันไปถามเขาด้วยภาษาใบ้ว่าคนขายอยู่ไหน. เขาตอบด้วยภาษาที่ใบ้ยิ่งกว่า คล้ายกับว่าเขาไม่ได้มีตัวตนอยู่ในโลก. ทั้งคู่จึงส่ายหน้า สาวเท้าออกจากร้าน. เขาลุกเดินไปพลิกป้ายที่แขวนอยู่บนประตูกระจก หันด้าน CLOSED ออกนอก แล้วปิดประตู ก่อนจะเดินยิ้มกริ่มกลับไปนั่งกับเธอ:

“เธอนี่ใจดำสมชื่อ!”

“ก็ชื่อร้านมันบอกอยู่แล้วนี่ครับ.”

“เออ ตอนเข้ามาพี่ก็ลืมดูชื่อร้าน. ชื่ออะไรนะ?”

“หากว่ารักก็ต้องรู้จักรอ...เหมือนกับที่ผมรอพี่นี่แหละ.”

“แน่ะ มาแนวถามวัวตอบควาย. พี่ถามชื่อร้านจ้ะ.”

“ก็นั่นละครับชื่อร้านผม.”

“มันยาวขนาดนั้นเชียวรึ แล้วใครจะไปจำได้?”

“ไม่ยาวนะครับ ‘หากว่ารักก็ต้องรู้จักรอ.’ แค่นั้นเอง.”

“อือ ก็เพราะดีนะ ออกแนวกวีหน่อย ๆ. แล้วไอ้สร้อยวลีที่ห้อยท้ายนั่นล่ะ?”

“อันนั้นผมแค่พูดเล่น...แต่มันก็มีความจริงเคลือบอยู่ด้วยนะครับ.”

“แน่ะ มาแนวกวีอีกรอบ. ตกลงว่าวันนี้เธอจะปิดร้านตั้งแต่เที่ยงเลย?”

“ครับ วันนี้จะปิดยาวไปเลย. เราจะได้คุยกันยาว ๆ ไงครับ.”

“ยอมขาดทุนไปวันนึง?”

“ยอมครับ. ก็พี่เองยังเคยยอมให้ผมขโมยตังค์วันละสิบบาทอยู่ตั้งหลายเดือน. ตอนนั้นสิบบาทก็ไม่ใช่น้อย ๆ.”

“อ้าว ต่างคนต่างยอม เป็นอันว่าจ๊าวกันไป.”

“พี่เล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับว่าสี่สิบกว่าปีมานี้ พี่หายไปไหน?”

เธอคลึงแก้วแชมเปญบนโต๊ะ เบือนหน้าไปมองระบำเปลวแดดนอกร้านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองตาเขา.

“พี่ก็เข้าป่า, ไปเป็นนักรบปลดแอกอยู่แถวอีสานเหนือ, ไปกับเพื่อน ๆ ที่รับพวกเธอไปเลี้ยงดูนั่นแหละ.”

“ผมนึกแล้ว. ผมไม่รู้หรอกว่าพี่ไปภาคไหน แต่เดาว่าพี่ต้องเข้าป่าแหง ๆ. แล้วหลังป่าแตกล่ะครับ?”

“หลังป่าแตกพี่ก็ออกมาใช้ชีวิตเงียบ ๆ อยู่พักนึง จากนั้นก็กลับไปเรียนต่อจนจบ แล้วก็ไปเป็นอาสาสมัครในค่ายผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่แม่สอด. ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ที่นั่นจ้ะ แต่ช่วงนี้ขอลามาพักร้อนสิบวัน.”

“พี่ไม่คิดจะทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างหรือครับ?” เขาถาม พร้อมกับเติมแชมเปญให้เธอ, “ผมหมายถึงว่าคนที่เข้าป่ารุ่นเดียวกับพี่ เขาออกมาเป็นใหญ่เป็นโตกันทั้งนั้น ทำไมพี่จึงยังตั้งหน้าตั้งตาอุทิศตนเพื่อคนอื่น แทนที่จะหันมาทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง?”

“ก็ที่พี่ทำ ๆ อยู่นี่แหละจ้ะ...,” เธอทิ้งจังหวะ ยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบ, “พี่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น เพราะทำแล้วสบายใจ. เอาจริง ๆ นะดำ คนเราไม่มีวันจะฝืนชะตาชีวิตของตัวเองไปได้หรอก. ดูอย่างเธอสิ จากเด็กจรจัด ใครจะไปคิดว่าเธอจะกลายมาเป็นเจ้าของร้านกาแฟน่ารักร้านนี้. เออ เรื่องมันไปยังไงมายังไงจ๊ะ เล่าให้พี่ฟังหน่อย พี่อยากรู้จัง.”

“จริง ๆ แล้วชีวิตผมไม่มีอะไรน่าภูมิใจนักหรอกครับ ทั้งสำหรับตัวผมเองและสำหรับพี่. ขืนเล่าให้พี่ฟัง พี่ก็จะผิดหวังในตัวผมเสียเปล่า ๆ.”

“ไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไรจ้ะ.”

พูดจบเธอหยิบกระเป๋าถือจากพื้นขึ้นไปวางบนตัก เปิดซิบ ดึงกระเป๋าสตางค์ออกมา. เขารีบกุมมือเธอ ดึงกระเป๋าสตางค์ใส่กลับลงไปในกระเป๋าถือ. 

“พี่จะจ่ายค่าอะไรล่ะครับ กาแฟเย็นผมก็ยังไม่ได้ชงมาให้พี่เลย? พี่นี่ไม่ยอมทิ้งความเป็นพี่กับผมเลยนะ!”

“แล้วเมื่อไหร่จะปล่อยมือพี่? เธอยังคิดว่าตัวเองเป็นเด็กรึไง? พี่หวิวนะจะบอกให้!”

“แล้วที่พี่กุมมือผมเมื่อสักครู่ล่ะครับ จะให้ผมรู้สึกยังไง? หรือพี่ยังคิดว่าผมเป็นเด็ก?”

“อ้าว จ๊าวกันอีก. ไม่เล่าก็ไม่เล่า.”

เขาปล่อยมือเธอ เอามือตัวเองไปกอดอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ประสานตากับเธอ.

“เล่าก็ได้ครับ.” เขาเอ่ย แววตาครุ่นคิด, “หลังผมหนีออกจากบ้านพี่ในซอยวัดเพลง ผมก็กลับไปตะลอนกับเพื่อนกลุ่มเดิม แต่เราไม่ได้รับหนังสือพิมพ์เข้าไปขายตามมหา’ลัยเวลามีการชุมนุมประท้วงกันอีกแล้ว เพราะรัฐบาลใหม่เขาห้ามชุมนุมทางการเมือง. เราก็เลยเที่ยวไปขออาหารก้นบาตรของพระกิน. วัดไหนพระใจดีก็ได้กิน วัดไหนพระใจดำก็อด แถมยังถูกตะเพิดออกจากวัดอีกต่างหาก. อยู่กันไปอย่างนั้นละครับ สองสามปีหรืออาจจะสามสี่ปีผมก็ไม่แน่ใจ จนเราจำได้หมดว่าพระวัดไหนใจมนุษย์ พระวัดไหนใจสัตว์.”

“อ้าว ชักของขึ้นล่ะสิ.”

“จริง ๆ ครับ. ก็เหมือนกับที่พี่เคยตะโกนใส่หน้าผมนั่นละครับว่าคนห่มเหลืองไม่ได้เป็นพระเสมอไป บางคนจิตใจต่ำช้ายิ่งกว่าเดรัจฉานด้วยซ้ำ. อ้อ ผมจำได้ว่าพี่ใช้คำว่าไอ้สัตว์นรก.”

“อ๊ะ พี่เคยหยาบคายยังงั้นเชียวรึ?”

“เคยครับ ผมยังจำติดหูอยู่เลย.”

“เมื่อไหร่?”

“ก็ช่วงที่ผมไปอยู่บ้านพี่ในซอยวัดเพลงนั่นแหละครับ. เช้าวันหนึ่งพี่ใช้ให้ผมออกไปซื้อนิตยสารจัตุรัสที่ปากซอย. ผมก็รีบวิ่งออกไปซื้อ. พอเจ้าของร้านเอานิตยสารใส่ซองกระดาษให้ ผมก็วิ่งเอามันไปส่งให้พี่. พอพี่เปิดซองแล้วเห็นพาดหัวบนปก พี่ก็อุทานดังลั่นว่าไอ้สัตว์นรก แล้วพี่ก็ตกใจ พี่ขอโทษผมที่หลุดคำสบถออกมา. ผมก็ตกใจนึกว่าพี่โกรธผม. พี่บอกว่าเปล่า พี่โกรธไอ้กิตติวุฑโฒ แล้วพี่ก็หันปกหนังสือให้ผมดู ผมยังจำได้ มันพาดหัวว่า ‘กิตติวุฑโฒ ภิกขุ บอกว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญมากกว่าบาป.’ ตอนนั้นผมรู้แค่ว่ากิตติวุฑโฒเป็นพระ แต่ไม่รู้ว่าเป็นพระแบบไหน มารู้เอาก็หลังจากเกิดเหตุนองเลือดในเช้าวันนั้นแล้ว. ครับ นั่นละ วัดที่พวกผมแก๊งเด็กจรจัดไปขอพึ่งพิงมีพวกห่มเหลืองแบบไอ้สัตว์ของพี่คนนั้นอยู่เยอะ. พวกมันด่าพวกนักศึกษาที่ถูกล้อมปราบในวันนั้นให้พวกเราฟังกันจนหูแทบปลิ้น. บางคนเวลาด่าก็ออกท่าออกทางเหมือนสัตว์ร้ายไม่มีผิด. พวกมันสะใจมากเลยครับที่พวกพี่ ๆ ถูกฆ่าในธรรมศาสตร์วันนั้น.”

“อ้าว กลับมาเข้าเรื่องของเธอได้แล้วจ้ะ.”

“ครับ. เราตะลอนไปขอกินตามวัดต่าง ๆ, เทียวไปเทียวมาอยู่อย่างนั้น น่าจะซักสามปีเห็นจะได้. จากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายไปตามวิถีทางของตัวเอง แล้วเราก็แทบไม่ได้เจอกันอีกเลย รู้แต่ว่าส่วนใหญ่เลือกทางสายโจร บางคนไปเติบโตในซุ้มมือปืน บางคนไปถูกยิงตายในบ่อนพนัน. แต่มีอยู่คนนึงครับ ทีแรกก็คิดว่ามันจะเลือกทางธรรม เพราะไปบวชเป็นพระ แต่สุดท้ายก็ได้ข่าวว่ามันถูกลูกศิษย์ตัวเองยิงตายเพราะหักหลังกันเรื่องค้ายา.”

เขาเว้นวรรคยาว, ขมวดคิ้ว, แววตาครุ่นคิด, คล้ายพยายามจะค้นหาเสี้ยวความทรงจำที่หล่นหาย. เธอยกขวดแชมเปญเติมให้เขา แม้ว่าในแก้วของเขายังเหลือเมรัยสีทองอยู่อีกสองสามจิบใหญ่.

“ผมเข้าใจพวกมันนะ เพราะตัวผมเองก็ต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดเหมือนกัน เพียงแต่ผมอาจจะโชคดีกว่าพวกมันหน่อย เพราะมีอยู่วันหนึ่ง มีสุภาพสตรีสูงวัยคนหนึ่งขี่รถหรูเอาของเข้าไปถวายวัด. พอดีช่วงนั้นพวกผมได้รับความเมตตาจากเจ้าอาวาสของวัดนั้นให้กินอยู่ในวัดของท่าน. เช้าวันนั้น ขณะพวกเราช่วยกันทำความสะอาดลานวัด ท่านก็สั่งเด็กวัดให้มาชวนพวกเราไปต้อนรับสุภาพสตรีคนนั้น. สุภาพสตรีคนนี้ละครับที่ช่วยพลิกชีวิตผม, ช่วยดึงผมให้พ้นออกมาจากปากเหยี่ยวปากกา.”

เจ้าตัวความเงียบฝูงใหญ่เดินผ่านหน้าพวกเขาไป. ต่างคนต่างออกอาการอึดอัด.

“พี่เล่าประสบการณ์ในป่าของพี่ให้ผมฟังหน่อยสิครับ.” ในที่สุดเขาเอ่ย.

“เฮ้อ...มันก้อ...คล้าย ๆ กับเรื่องของพวกเธอนั่นละจ้ะ,” เธอตอบเนือย ๆ, 

“เพียงแต่ว่าพวกเรามีอุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจน แล้วก็คาดหวังกับมันมากเกินไป. เราเข้าป่าจับปืนหมายจะกลับมายึดอำนาจรัฐ เปลี่ยนแปลงสังคมให้มันยุติธรรม ปราศจากการกดขี่ขูดรีด แต่สุดท้ายเราก็พ่ายแพ้. พอกลับออกมาต่างคนต่างก็แยกย้ายไปตามทางของตน, หลายคนเปลี่ยนสีแปรธาตุ ขายตัวขายจิตวิญญาณเพื่อความอยู่รอด. เข้ากันไปเป็นพันเป็นหมื่น พอกลับออกมาเหลือแค่หยิบมือที่ยังดักดานกินอุดมการณ์เหมือนพี่. เพราะอุดมการณ์กินแล้วยากจน. เรื่องของพี่ก็มีอยู่แค่นั้น. แต่เรื่องของเธอ มันกุด ๆ ยังไงชอบกลนะ หรือว่าเธอตั้งใจจะกั๊กเอาไว้ให้พี่ลุ้น?”

“เดี๋ยวนะพี่. พี่กินเที่ยงมาแล้วยังครับ?”

“เรียบร้อยแล้วจ้ะ เพิ่งล่อผัดไทยเข้าไปชามเบ้อเริ่ม อิ่มแปล้ไปเลย. แล้วเธอล่ะ?”

“ผมก็เรียบร้อยแล้วครับ เจอปิซซามอสซาเรลลาเข้าไปถาดใหญ่ อิ่มจุกไปเหมือนกัน. งั้นพี่รอเดี๋ยวนะ ผมจะไปชงกาแฟเย็นมาให้.”

เขาลุกจากเก้าอี้ พาร่างสูงใหญ่สมส่วนกลับไปหลังเคาน์เตอร์. เธอกวาดสายตาไปรอบห้องอีกครั้ง; มองโต๊ะเก้าอี้สี่ชุดกระทัดรัดที่เห็นได้ชัดว่าถูกออกแบบให้กลมกลืนกับพื้นสไตล์โมเสคลวดลายใบโพธิ์ มองภาพเขียนสีน้ำมันของกระท่อมน้อยกลางป่าเขียวครึ้ม มองเคราฤาษี ชายผ้าสีดา แล้วมาหยุดอยู่ที่เดหลีกับกวักมรกตที่กำลังชูดอกเย้ายวนกันและกัน.

เขากลับมาพร้อมกับกาแฟสองถ้วย, ร้อนถ้วย, เย็นถ้วย.

“พี่นั่งยิ้มอยู่คนเดียว กำลังคิดถึงใครอยู่หรือเปล่าครับ?” 

“เปล๊า เปล่าจ้ะ พี่แค่รู้สึกจั๊กจี้ขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น ไม่รู้ว่าเพราะอะไร. ว่าแต่ว่าเรื่องของเธอน่ะยังค้างเติ่งอยู่นะ. ตกลงจะไม่เล่าต่อให้จบใช่มั้ย?”

“ผมเล่าถึงไหนแล้วครับ?”

“สุภาพสตรีสูงวัยคนนั้น.”

“อ้อครับ. ท่านแต่งชุดไทย สวมเพชรนิลจินดาเต็มข้อมือ เต็มคอ เหมือน ๆ คุณหญิงคุณนายทั่วไปนั่นละครับ. ท่านเป็นคนรูปร่างท้วม หน้าตาไม่ได้สะสวยอะไร แต่ใจดีมาก. วันนั้นท่านเอาเงินไปถวายวัด. พวกเด็กวัดก็มาชวนพวกผมให้ไปรับท่านจากลานจอดรถ แล้วพาท่านไปส่งที่กุฏิของเจ้าอาวาส. ปรากฏว่าระหว่างทางท่านชวนผมคุยคนเดียว ไม่สนใจคนอื่นเลย. ช่วง...”

“ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร,” เธอขัดจังหวะ มองเขายิ้ม ๆ, “หน้าตาเธอน่ารักออก, ผิวคมขำ ผมหยิก ตาโต. ยิ่งพอกลากเกลื้อนวงเดือนบนเนื้อตัวเธอหายไปหมดในช่วงก่อนที่เธอจะหายไปจากบ้านพี่ เธอยิ่งดูน่ารัก น่ากอดมาก.”

“ช่วงสาย ๆ,” เขาว่าต่อ, หน้าตาย, คล้ายไม่ได้ยินมธุรสวาจาของเธอ, “พอท่านจะกลับ เจ้าอาวาสก็ใช้ให้เด็กวัดคนหนึ่งมาตามตัวผมไปพบ. พอผมไปถึงกุฏิของท่าน ท่านก็บอกให้ผมเดินไปส่งสุภาพสตรีคนนั้นที่รถของท่าน. ผมบอกหลวงพ่อว่าผมจะไปเรียกเพื่อน ๆ มาด้วย ท่านบอกว่าไม่ต้อง ให้ผมไปคนเดียว เพราะสุภาพสตรีคนนั้นมีเรื่องจะคุยด้วย.”

“ชักจะน่าตื่นเต้น!”

“สุภาพสตรีท่านนั้นจอดรถไว้ใต้ต้นจามจุรีกลางวัด ห่างจากกุฏิของหลวงพ่อสักนาทีเดินเห็นจะได้. ช่วงที่เดินกันไปนั้นเราคุยกันแค่ไม่กี่คำ แต่ท่านโอบไหล่ผมไปตลอดทาง. แต่พอเราไปถึงรถของท่าน ท่านไม่ยอมขึ้นรถครับ ท่านชวนผมไปนั่งบนโต๊ะหินติดกับโคนจามจุรีต้นนั้น แล้วก็เล่าให้ผมฟังว่าท่านรู้เรื่องเกี่ยวกับผมหมดแล้วจากปากหลวงพ่อ. ท่านบอกว่าชีวิตท่านก็ขมขื่นไม่แพ้ชีวิตผม เพราะสามีของท่านซึ่งเป็นนายทหารยศพลเอกมีกิ๊กหลายคน. ท่านคิดจะหอบเสื้อผ้าออกจากบ้านไปหลายหน แต่สุดท้ายก็หาวิธีดับทุกข์ด้วยการทำบุญกับวัด แต่ท่านบอกว่าเอาเข้าจริงมันดับทุกข์ได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เพราะความแค้นในใจท่านมันไม่ยอมหายไปไหน. ท่านเล่าให้ผมฟังละเอียดยิบเลยครับว่ากิ๊กของสามีท่านแต่ละคนหน้าตาและนิสัยใจคอเป็นยังไง สามีท่านหลงไหลคนไหนมากกว่ากัน เล่าไปร้องห่มร้องไห้ไป. ผมไม่รู้จะช่วยท่านได้ยังไง ก็เลยจับมือท่านไปบีบไปนวดให้ ทำให้ท่านยิ้มออกมาได้ ยิ้มทั้งน้ำตา แล้วก็ขอดูลายมือผม. ท่านอ่านลายมือเก่งครับ...”

“ท่านว่าไงจ๊ะ?” 

“ท่านบอกว่าผมจะพ้นวิบากกรรมในอีกไม่นาน.”

“เพราะอะไรจ๊ะ?”

“ท่านบอกว่าท่านจะรับผมไปเลี้ยงครับ.”

“เลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม?”

“มากกว่านั้นเยอะครับ.”

“เลี้ยงต้อย! ฮ่ะ ๆ ๆ พี่ล้อเล่นน่ะจ้ะ.”

เขายิ้มขื่น ๆ ก่อนจะพึมพำคล้ายพูดกับตัวเอง, “ครับ.”

“หมายความว่า...?”

“พี่อาจจะล้อเล่น แต่มันเป็นความจริงครับ. ท่านบอกว่าถึงเวลาที่ท่านจะได้แก้แค้นสามีของท่านเสียที แต่เรื่องทำบุญท่านก็จะทำต่อไป.”

“นางก็เลยต้องกินเด็กอ่อน!”

“ถ้าจะเรียกว่ากิน ท่านก็กินผมตอนผมสิบเจ็ดสิบแปดแล้วครับ.”

“โอว์ แอบเลี้ยงไว้ตั้งหลายปี. แล้วเธอไม่กลัวว่าสามีนางจะเอาเธอตายหรอกหรือ?”

“เขาไม่เคยสนใจท่านเลยครับ ไม่ว่าท่านจะไปทำอะไรที่ไหน. ผมไม่เคยเห็นหน้าเขาด้วยซ้ำ.”

“อ้าว แล้วเวลาเธอไปพบนางล่ะ?”

“ท่านเป็นคนมาหาผมเองครับ.”

“ที่วัด?”

“เปล่าครับ. ท่านซื้ออพาร์ตเมนต์แถวบางนาให้ผมชุดหนึ่งครับ. เวลาท่านอยากเจอผม ท่านก็ขับรถไปหาผมที่นั่น.”

“นับเป็นบุญวาสนาของเธอที่ได้เจอนาง.”

“ก็จริงครับ ผมโชคดีมาก ท่านมีเมตตากับผมอย่างที่สุด. ผมได้กลับไปเรียนหนังสือจนจบมหาวิทยาลัยก็เพราะท่าน. ร้านกาแฟร้านนี้ท่านก็ให้เงินผมมาเปิด. นับเป็นบุญวาสนาของผม แต่มันก็มีบาดแผลของความอดสูใจติดมาด้วย. ผมพ้นวิบากกรรมมาได้ก็จริง แต่บาดแผลนั้นมันกลายเป็นแผลเป็นที่ฝังลึกและจะไม่มีวันหาย, ผิดกับเพื่อน ๆ ของผมที่ถูกชะตาชีวิตลิขิตให้เดินทางโจร แต่พอสุดทาง พวกมันก็พ้นวิบากกรรมไปชั่วนิจนิรันดร์. ผมต้องบอกพี่ตรง ๆ ครับว่าผมโตมากับมือผู้หญิงล้วน ๆ.”

“มีแม่ยกหลายคน?”

“ครับพี่.”

“แล้วท่านผู้มีเมตตาของเธอคนนั้นล่ะ?”

“ท่านเสียไปหลายปีแล้วครับ ถูกหลายโรครุมเร้า โรคซึมเศร้าด้วย.”

“อือ ว่าแต่ว่าวันนี้เธอต้องขาดรายได้ไปครึ่งวันสินะ.” 

“ช่างมันเถอะครับ! ผมอาจจะได้กำไรเป็นพันเท่า ถ้าสามารถชวนพี่ซ้อนท้ายมอไซค์ไปเที่ยวบ้านผมได้.”

“แล้วทำไมจะไม่ได้? เออ ดีเหมือนกัน จะได้ไปรู้จักกับลูกเมียของเธอด้วย.”

“ผมอยู่คนเดียวครับพี่. เคยสร้างครอบครัวมาสองครั้งก็พังไม่เป็นท่าทั้งสองครั้ง เข็ดแล้วครับ.”

ความเงียบแทรกเข้ามาขัดจังหวะอีกครั้ง, เงียบดุจดั่งลมปีกของผีเสื้อ. ต่างคนต่างเบือนหน้าไปมองผ่านผนังกระจก. ตะวันเริ่มบ่ายคล้อย ชายชราตาบอดคนหนึ่งยืนเป่าขลุ่ยอยู่ด้านนอกอย่างเดียวดาย. เขาหันกลับมามองใบหน้าของเธอ ขณะเธอยังเหม่อมองวณิพกคนนั้น, มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างคลึงแก้วกาแฟ, คล้ายพยายามเงี่ยหูฟังเสียงขลุ่ยของแก. เขาแย่งมือเรียวงามของเธอจากแก้วกาแฟไปกุมไว้ในมือทั้งสองของตัวเอง.

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2565

“อยากได้ไอเดียใหม่น่ะเหรอ? …ลองคิดนอกกรอบดูสิ”


พูดน่ะทำง่าย แล้วการคิด “นอกกรอบ” (Lateral Thinking) แบบที่สื่อกระแสหลักว่ากันน่ะ…มันเป็นอย่างไร? ต้องเริ่มจากตรงไหน? ทำอะไรก่อนหลัง?

หลายคนอาจมองว่าการคิดนอกกรอบ คือการตัดสิ่งที่มีอยู่ทิ้งไปก่อน แล้วเริ่มต้นคิดจากศูนย์…แต่ความจริงแล้วตรงกันข้ามเลย เพราะทุกไอเดียแสนบรรเจิดล้วนมาจากการคิดต่อยอดจากของเก่าทั้งสิ้น 

เพียงแต่การคิดนอกกรอบ…มีบางอย่างที่ต่างจากพวก

Lateral Thinking เทคนิคการคิดแบบนอกกรอบ

เดิมที บริษัทมักจมปลักอยู่กับวิธีที่พิสูจน์มาแล้วว่าเวิร์ค (Best practice) แต่การเฟ้นหาไอเดียใหม่ๆ ระดับปฏิวัติวงการ ไม่สามารถทำสิ่งเดิมๆ (แม้จะดี) แล้วคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ ได้

ประเด็นนี้ Lateral Thinking หรือการคิด “นอกกรอบ” จะช่วยเราได้มาก Lateral Thinking เป็นคำที่ Dr. Edward De Bono นักจิตวิทยาด้านสมองและประสาทบุกเบิกใช้คำนี้ตั้งแต่หลายทศวรรษที่แล้วจนกลายเป็นคำยอดฮิตในวงการครีเอทีฟปัจจุบัน

Dr. Edward De Bono เผยว่า การคิดนอกกรอบแฝงอยู่ใน “รายละเอียด” เล็กๆน้อยๆ ถ้าเราสังเกตรอบตัวจะพบว่า นวัตกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ มักเกิดจากการพัฒนาให้ดีขึ้นเล็กน้อย…แต่มากจุด (เปลี่ยนน้อย แต่ ปริมาณเยอะ)

เทคนิคคือ รวบรวมมาก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้า “ต้องทำ” เป็นปกติอยู่แล้วเวลาบริโภคสินค้า-บริการ

เช่น มือถือสมัยก่อน สิ่งที่ต้องทำคือกด “ปุ่ม” เพื่อใช้งานต่างๆ ทีนี้เราอาจหยิบ “ปุ่ม” มาครุ่นคิดต่อว่าจะทำอะไรกับมันได้บ้าง? 

ลดจำนวนปุ่มดีไหม?
ออกแบบปุ่มให้เบากดง่ายดีไหม?
หรือตัดปุ่มทิ้งไปเลย?!! แล้วเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทน?!! (ออกมาเป็นทัชสกรีน)

นี่คือหนึ่งในรายละเอียดที่ Steve Jobs นำมาใช้ปฏิวัติวงการมือถือได้สำเร็จ และส่งบริษัท Apple ให้ขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดนับแต่นั้นมา

และบางครั้ง การคิดนอกกรอบไม่ได้โฟกัสแต่เรื่องความสดใหม่ ความทันสมัย เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดเสมอไป…แต่เกิดจากการมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ และหยิบมา “ประกอบ” (Construct) เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นนวัตกรรม

Gunpei Yokoi วิศวกรชาวญี่ปุ่นสะท้อนเรื่องนี้ได้ดีมาก จากมุมมองของเหล่าวิศวกรหัวกะทิ Gunpei Yokoi เป็นแค่ “คนกลางๆ” (Generalist engineer) ไม่ได้เชี่ยวชาญวิศวกรรมชั้นเลิศ ไม่ได้มีทักษะพิเศษแต่อย่างใด แต่คนกลางๆ คนนี้กลับสร้าง Impact ได้มากกว่าเหล่าหัวกะทิซะอีก

เพราะเขาคือผู้คิดค้น “Nintendo Game Boy” นั่นเอง เขาเลือกนำเทคโนโลยีเก่าๆ (ที่นักประดิษฐ์มองข้าม) และหยิบมันมาประยุกต์ใช้กับสิ่งที่มีอยู่อย่างสร้างสรรค์ (Lateral Thinking with Withered Technology)


จากมุมมองของนักประดิษฐ์ Nintendo Game Boy ไม่ใช่อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าเหนือชั้นแต่อย่างใด (ไม่เหมือนสมัยที่ iPhone 1 เปิดตัว) 

Nintendo Game Boy เป็นสินค้าที่เปิดตัวในยุค 1990s ที่ใช้เทคโนโลยีจากยุค 1970s

แต่สะดวก พกพาง่าย แบตเตอรี่ใช้ได้งาน
และดีไซน์ไม่หวือหวา ผู้ใหญ่ก็เล่นได้
สุดท้ายมันตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างมาก “Nintendo Game Boy” กลายเป็นอุปกรณ์เล่นเกมที่ขายดีที่สุดในศตวรรษที่ 20

นอกจากนี้ Myth หรือมายาคติที่คนมักมีต่อการคิดนอกกรอบคือ “ใช้ความรู้สึกสิ ปล่อยใจไปกับมัน…เดี๋ยวไอเดียเจ๋งๆ ก็เด้งออกมาเอง!”

เรื่องนี้อาจเป็นจริงสำหรับอัจฉริยะบางคน แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ การคิดนอกกรอบต้องใช้ “หลักการ” เชิงตรรกะเหตุผลมากกว่าที่คิดเยอะ 

รู้ปัญหาถึงแก่น ด้วยการคิด 6 มิติ 

Lateral Thinking เป็นกระบวนการคิดสร้างสรรค์ที่มี “หลักการ” ลุ่มลึกกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด โดย Dr. Edward De Bono กล่าวว่าสามารถแบ่งกลุ่มความคิดได้เป็น “6 มิติ” ด้วยกัน (ภายหลังถูกแตกต่างกันไป เช่น กล่อง/หมวก) โดยแต่ละมิติจะถูกแทนด้วย “สี” ได้แก่

สีขาว = ข้อเท็จจริง
สีเขียว = ไอเดียเสนอแนะใหม่ๆ
สีเหลือง = จุดเด่นด้านบวก (โอกาส / การต่อยอดไอเดียใหม่ / จุดแข็ง)
สีดำ = จุดเด่นด้านลบ (ปัญหา / ความเสี่ยง / จุดด้อย)
สีแดง = อารมณ์ความรู้สึก (ชอบ / ไม่ชอบ / ไม่ถูกจริต)
สีฟ้า = การจัดระเบียบความคิด การบริหารจัดการ
โดยในการขบคิดแต่ละครั้ง (เช่น ในที่ประชุมที่มีผู้เกี่ยวข้อง 10 คน) จะให้ทุกคนคิดแค่ 1 มิติ (1 สี) เพื่อที่จะสามารถ “โฟกัส” ไปที่เรื่องนั้นเรื่องเดียว ก่อนจะสลับ “หมุนเวียน” ไปสีอื่นๆ จนครบ


เช่นถ้าครั้งนี้เลือก “สีดำ” ก็ต้องนำเสนอแต่ปัญหาอุปสรรค
คู่แข่งเปิดตัวสินค้าใหม่ตัดหน้า 1 อาทิตย์
คอนเทนต์ที่ปล่อยไปไม่ Viral ยอด View ไม่ถึง 100,000
ผลกระทบจากโควิด ทำให้จำนวนสปอนเซอร์หายไป 40%
ถ้าเลือก “สีแดง” ก็ต้องนำเสนออารมณ์ความรู้สึก
“เรื่องอื่นโอเคหมดเลย ไม่ติดอะไร…แต่แค่รู้สึกไม่ชอบดีไซน์”
“รู้สึกว่า ดารา A ภาพลักษณ์บุคลิกท่าทางดูเข้ากับแบรนด์เรามากกว่า”
ถ้าเลือก “สีขาว” ก็ต้องนำเสนอเพียงข้อเท็จจริง

ญี่ปุ่นเปิดฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวไทยเมื่อปี 2013

ปี 2013 นักท่องเที่ยวไทยไปญี่ปุ่น 219,000 คน ใช้จ่าย 9.1 พันล้านบาท

ปี 2019 นักท่องเที่ยวไทยไปญี่ปุ่น 1,148,000 คน ใช้จ่าย 4.2 หมื่นล้านบาท

เพียง 6 ปีหลังจากฟรีวีซ่า จำนวนนักท่องเที่ยวไทยไปเยือนญี่ปุ่นมากขึ้นเกือบ 6 เท่าตัว ยอดใช้จ่ายสูงขึ้นเกือบ 5 เท่าตัว

แต่ละสี-แต่ละมิติ ไม่ได้มีความสำคัญหรือเร่งด่วน (Priority) มากน้อยไปกว่ากัน เป็นเพียงการ “จัดระเบียบความคิด” ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เท่านั้นเอง


การคิดแบบ 6 มิตินี้ช่วยให้เราไม่ “ฟุ้งซ่าน” คิดโน่นคิดนี่สะเปะสะปะจนจับประเด็นหลักไม่ได้

สุดท้ายเราจะเห็นว่า Lateral Thinking การคิดนอกกรอบเป็นกระบวนการคิดที่ยังคงใช้ตรรกะเหตุผลอย่างเข้มข้นอยู่ เพียงแต่เป็นการคิดไม่เหมือนปกติ มองในมุมกลับ ตั้งคำถามอย่างชาญฉลาด

หาวิธีการใหม่ๆ เพื่อผลลัพธ์ใหม่ๆ สุดครีเอทีฟนั่นเอง

การเดินทางของวิญญาณ

 


- ตอน 1 

-เพดานสีขาว ผนังสีขาว ห้องสีขาว...

สติสัมปชัญญะของเขาคืนมาขณะที่เขาลืมตาขึ้น เห็นเงาร่างผู้หญิงคนหนึ่งถือเข็มฉีดยา จ่อบนขาหนีบของเขา เขาพูดว่า “คุณจะฉีดอะไร?” พลันได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นหวีดร้อง สักพักเห็นคนสองสามคนกรูเข้ามาหาเขา ทั้งหมดสวมชุดสีขาว

คนที่หวีดร้องสวมชุดพยาบาลชี้ที่เขา ร้องว่า “เขายังไม่ตาย...”

ชายสวมเสื้อกาวน์สีขาวเอ่ยว่า “เป็นไปได้ยังไง?”

เขาจำชายคนนี้ได้ดี คือหมอสวัสดิ์ ชาญชีวิน หมอที่รักษาเขา

เขาพูดเสียงแผ่ว “เกิดอะไรขึ้น?”

หมอว่า “คุณดำรงตายไปแล้ว ฟื้นขึ้นมา”

เขาจำได้แล้ว เขาป่วยหนักด้วยโรคไต ค่ำคืนหนึ่งเขานั่งดูโทรทัศน์แล้วหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาพบว่าเขาอยู่ในโรงพยาบาล ภรรยาเขาบอกว่าเขาหน้ามืดล้มลง จึงนำตัวส่งโรงพยาบาล เขารักษาตัวที่นี่ได้สองวัน ตอนหัวค่ำเขาหลับไป ตื่นขึ้นมาเห็นพยาบาลสาวกำลังจะฉีดยาเขา เขาไม่เข้าใจสิ่งที่หมอพูด

“คุณดำรงตายไปแล้วด้วยภาวะโรคไตวายเฉียบพลัน เราวางศพคุณไว้สองชั่วโมง ตามขั้นตอน หลังจากนั้นพยาบาลก็จะฉีดฟอร์มาลีนให้คุณ แต่ไม่ทันฉีด คุณก็ฟื้น”

“ผมตายไปแล้วฟื้นหรือ?”

“โดยหลักที่ผมเรียนมา คุณตายไปแล้วแน่นอน หัวใจคุณหยุดเต้น เส้นกราฟสมองนิ่ง ใช่ คุณตายไปแล้ว และฟื้นขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด”

หมอตรวจร่างกายเขาอย่างละเอียด “รู้สึกยังไง?”

“ถ้าไม่ใช่เพราะเพลียจากโรคประจำตัว ผมก็สบายดี เหมือนนอนหลับแล้วฝันไป”

“คุณฝันด้วยหรือ?”

“ถ้าสิ่งที่เราเห็นตอนที่ตายไปชั่วคราวเรียกว่า ‘ฝัน’ ก็ใช่ครับ ผมฝันไป แต่ผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นความฝัน มันเหมือนเป็นเรื่องจริง...”

“ไหนเล่าซิว่าคุณเจออะไร?”

“ผมรู้สึกตัวว่าเดินเข้าไปในอุโมงค์แห่งหนึ่ง ทีแรกผมรู้สึกหนาวเย็นเหมือนเดินเข้าไปในห้องเย็นหรือห้องเก็บน้ำแข็ง แต่ผ่านไปสักพัก ผมรู้สึกอุ่นสบาย ผมเดินไปเรื่อย ๆ ข้างหน้าผมเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี ลมอ่อน ๆ พัดโชยมา ยอดหญ้าพลิ้วไหวไปตามแรงลม ผมเห็นท้องฟ้าสีส้ม สวยงามมาก ผมได้กลิ่นหอมของดอกไม้ ผมพบคนกลุ่มหนึ่ง ก็คือญาติพี่น้องของผมรวมทั้งพ่อแม่ผมที่ตายไปแล้ว พ่อแม่ยิ้มแย้มดีใจที่เห็นผม เรากอดกัน พ่อบอกให้ผมเดินข้ามทุ่งหญ้าไปที่ตึกหลังหนึ่ง ผมเดินเข้าไปในตึก พบว่ามันเป็นโรงพยาบาล ก็คือโรงพยาบาลนี้เอง ผมเปิดประตูเข้าไป เห็นหมอกับนางพยาบาลเดินไปมา ผมเดินไปที่ห้องคนไข้คนหนึ่งที่เพิ่งเสียชีวิต ผมไปหยุดดูศพเขา...”

“ใคร? คุณดำรงรู้จักเขาไหม?”

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565

นิยายเรื่องฮ๊อทสุด





ดาราสาวถูกล่อให้ขึ้นเรือโดยผู้จัดการของนางเอง ระหว่างอยู่บนเรือ ดาราสาวถูกมอมเหล้า และถูกเสี่ยบนเรือลวนลาม ผู้จัดการไม่ช่วย เพราะเป็นนกต่อขายดาราให้เสี่ย ระหว่างลวนลาม มีการต่อสู้กันบนเรือ นางเอกวิ่งไปท้ายเรือ แต่ถูกสมุนเสี่ยที่เป็นกะเทยดักไว้ จึงมีการต่อสู้กับกะเทยด้วย จนพลาดท่าตกน้ำ เนื่องจากดาราสาวว่ายน้ำไม่แข็ง บวกกับน้ำเชี่ยวน้ำลึกและมืด จึงตะเกียกตะกายได้สักพัก แต่ถูกใบพัดเรือกรีดจนเป็นแผลใหญ่บนที่ต้นขา

ในที่สุด เมื่ออ่อนแรง ก็จมลึกลงสู่ก้นแม่น้ำ เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจในที่สุด ทีนี้ คนที่เหลือตกใจ รีบแต่งเรื่องว่าพาดาราสาวมาเที่ยว กะเทยท้ายเรือเสริมว่า ให้บอกว่าดาราสาวปวดฉี่ แล้วพลาดท่าตกน้ำ นี่คือเรื่องราวที่คนเหล่านี้บอกตำรวจและสื่อ

…เมื่อเรื่องบานปลาย แม่ดาราสาวออกมาฉะผู้จัดการลูกสาวตัวเอง ด่าว่าไร้ความรับผิดชอบ ไม่แจ้งข่าวร้ายให้ตนเองทราบ และเชื่อว่านี่คือการฆาตกรรม ด้านผู้จัดการอ้างว่า ไม่ได้ไปทำงาน แต่ไปเที่ยว จึงไม่ต้องดูแลดารา และไม่อยากให้ดาราตาย เพราะเท่ากับตัดรายได้ตน นางผู้จัดการยังบอกด้วยว่า ที่ไม่โทรหาแม่เพราะแม่ไม่ใข่นักประดาน้ำ และที่กลับบ้านก่อนก็เพราะจะไปร้องไห้ที่บ้าน ในที่สุด เกิดสงครามวาทะระหว่างแม่ดาราและผู้จัดการตัวแสบ

…ด้านตำรวจ ได้ทำการสอบสวนคดีตามที่สื่อโซเชี่ยลมีเดียชี้นำ ได้ทำการตรวจสอบใบพัดเรือที่เชื่อว่าอาจเป็นเหตุให้ดาราสาวเสียเลือดระหว่างตกน้ำ แต่จงใจทำใบพัดตกน้ำ พองมขึ้นมากลายเป็นใบพัดใหม่ ทั้งนี้ เพราะหนึ่งในผู้รอดชีวิตยัดเงินตำรวจเพื่อเป็นค่าซ่อมแซมโรงพักจำนวน 3 ล้านบาท แต่ตำรวจปฏิเสธว่าไม่จริง การเปลี่ยนใบพัดก็เพื่อต้องการทำลายหลักฐาน

…ต่อมา แม่ดาราเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รอดชีวิตจำนวนเงิน 30 ล้านบาท เสี่ยที่ลวนลามดาราสาวยังไม่รับปากว่าจะจ่ายหรือไม่ แต่เสี่ยคนนี้มีสายตรงถึงในวัง หวังว่าจะใช้สายตรงนั้นคลี่คลายคดีนี้โดยเร็ว จึงอาจมีการจ่ายเงิน 30 ล้านจริง แต่สุดท้าย แม่ดาราสาวน่าจะร่วมมือกับผู้จัดการ เซ็ทเรื่องนี้ขึ้นเพื่อเงิน 30 ล้าน โดยแม่ดาราสาวจะแบ่งให้ผู้จัดการ 10 ล้านบาทเป็นค่าเหนื่อยและค่าถูกสังคมประนาม เมื่อชำระเงิน ก็จะจบเรื่อง คนที่เหลือ ส่วนหนึ่งไปบวช อีกส่วนถอนตัวออกจากแวดวงบันเทิง ส่วนคุณแม่ นั่งนับเงิน 20 ล้านบาทในบัญชี 

จบบริบูรณ์
CR:Pavin Chachavalpongpun


 เจ็บ จ่าย จบหรือเปล่า แต๊งค์ ลั่น ตร.เลือกปฏิบัติเพราะคนบนเรือมีเงิน?


----------------------
- แม่เลิกกับพ่อแตงโมตั้งแต่3ขวบ พ่อเอาบ้านกับรถยกให้แม่ เพื่อแลกกับผู้หญิงเพียงคนเดียวนั้นก็คือลูกสาวที่ชื่อแตงโม
- แม่ไปมีสามีใหม่เป็นท่านทูต มีลูกใหม่และหายจากชีวิตแตงโม
- ส่วนพ่อย้ายมาอยู่อพาร์ทเม้น ห้องเช่ากัน2คนพ่อลูก ปากกัดตีนถีบเลี้ยงจนแตงโมจนเข้าวงการบันเทิง
- แตงโมรถคว่ำ เย็บ140เข็ม แม่ไม่เคยมาเยี่ยม มีแค่พ่ออยู่ข้างๆกัน2คน คอยเฝ้าดูแลแตงโมลูกสาวเพียงคนเดียว
- แตงโมและพ่อย้ายบ้านย้ายที่อยู่หนีแม่บ่อยมาก เพราะแม่ชอบตามมาแอบดูตามสืบว่าแตงโมอยู่ไหน
- ตอนปี52 มีข่าวแม่เรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากแตงโมแต่ก็มาแก้ข่าวทีหลัง
- แตงโมแต่งงานกับโตโน่ แม่ไม่ได้มาร่วมแสดงความยินดี ผู้ใหญ่ทางฝั่งเจ้าสาวมีแค่พ่อโส พ่อที่เป็นโลกทั้งใบของแตงโมเพียงคนเดียว
- แตงโมฆ่าตัวตาย แม่ไม่เคยมาเยี่ยมมาดูแล มีแค่พ่อคอยอยู่ข้างๆกัน2คนพ่อลูก พ่อให้สัมภาษณ์ว่าถ้าแตงโมตายจริงๆ พ่อจัดงานศพลูกสาวเสร็จคงตายตาม เพราะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีแตงโม
- จนพ่อเข้าโรงพยาบาล แม่กลับเข้ามาในชีวิตแตงโมอีกครั้งแบบเต็มตัว เปิดเผยและเปิดตัวว่าเป็นแม่ มาเยี่ยมพ่อบ่อยๆจนสุดท้ายแตงโมใจอ่อนและคืนดีกับแม่ เริ่มพาแม่ออกรายการต่างๆ
- 36ปีที่ผ่านมา อยู่แค่กับพ่อ2คน ผ่านมรสุมต่างๆก็กอดกันแค่2คน ตามสื่อถึงได้เห็นแตงโมเข้าวงการมา20กว่าปี มีแค่ออกรายการแค่กับพ่อ มีข่าวต่างๆก็จะมีพ่อนั่งข้างๆ แตงโมและพ่อจะบอกตลอดว่าเรามีกันแค่2คน (แม่ไม่เคยมีบทในชีวิต) พึ่งมามีบทช่วงพ่อป่วยและกลับมาดีกับแตงโม
- พอพ่อเสียเมื่อ2ปีที่แล้วแม่แอบมาเข้าบ้านแตงโม แอบขนของในบ้านของพ่อออกไปจนแตงโมต้องเปลี่ยนรหัสเข้าบ้าน
- หลังพ่อเสีย แตงโมเป็นซึมเศร้าหนักมากเพราะสูญเสียกำลังใจเดียวในชีวิต โลกทั้งใบแตกสลาย มีแค่เพื่อนที่ผลัดกันมานอนกับแตงโมทุกวัน ไม่ปล่อยให้แตงโมอยู่คนเดียว มาเฝ้าที่บ้านวันละ10-20คน นอนเรียงกันในบ้าน ส่วนแม่ไม่เคยมานอนหรือมาเฝ้า แม่มาหาแตงโมครั้งเดียวตอนแอดมิดนอนโรงบาลแผนกจิตเวช (แตงโมโทรหาอยากให้มาเยี่ยม)
- แตงโมเสียชีวิตวันแรกๆ เข้าบ้านไปขนทรัพย์สินแตงโมออกจากบ้านแล้วเรียบร้อย และให้แอนนากับเบิร์ด รับแมวแตงโมไปเลี้ยง
- งานศพยังไม่ทันจัด แม่ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกแล้วเรียบร้อย
- แม่ยอมรับเงิน30ล้าน พร้อมทั้งให้อภัย โรเบิร์ต และ ปอ ยอมรับเป็นลูกอีก2คน (คนที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของลูกสาว) ส่วนที่เหลือไม่ให้อภัย
**ใครอยากแชร์ เราโพสไว้หน้าเฟสนะ ในกลุ่มแชร์ไม่ได้ ก็อปได้ค่ะ อนุญาตจ้า https://www.facebook.com/groups/634791290746287/posts/1135283984030346/