อึ้ง แฉเบื้องหลังอังกฤษ"ยกเลิก"เบี้ยบำนาญ"ชาวต่างชาติอาศัยนอกปท. สาเหตุมาจาก"หญิงไทยเต็มๆ"
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ว่า แหล่งข่าวรัฐบาลอังกฤษเปิดเผยว่า ชาวอังกฤษที่แต่งงานกับ"เจ้าสาวเมืองไทย"ที่พวกเขาพบกันทางออนไลน์ ได้เพิ่มปัญหาด้านงบประมาณด้านการจ่ายเบี้ยบำนาญให้แก่คนต่างชาติเหล่านี้ ซึ่งแต่งงานกับชาวอังกฤษแต่ไม่ได้อยู่ในอังกฤษ โดยกรณีชาวอังกฤษพบรักกับหญิงไทยในอินเตอร์เนท เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุของการที่รัฐบาลอังกฤษต้องจ่ายเงินเบี้ยบำนาญมากขึ้นให้แก่หญิงต่างชาติ แต่ไม่เคยเสียภาษีในอังกฤษเลย
รายงานระบุว่า ล่าสุด อังกฤษจะออกกฎหมายมุ่งปิดช่องโหว่ดังกล่าว เพื่อสร้างหลักประกันว่า เฉพาะบุคคลที่ส่งเสริมระบบประกันตนแห่งชาติของอังกฤษเท่านั้นที่จะสามารถได้รับเบี้ยบำนาญของอังกฤษได้ โดยที่ผ่านมา จากสถิติพบว่า ชาวอังกฤษต้องเสียภาษีให้แก่ชาวต่างชาติกว่า 220,000 คนที่อาศัยนอกอังกฤษ กว่าครึ่งเป็นพลเมืองต่างชาติซึ่งไม่เคยอาศัยอยู่ในอังกฤษเลย โดยประเมินว่า การจ่ายเบี้ยบำนาญให้แก่คนเหล่านี้อาจมีจำนวนสูงถึงคนละ 3,500 ปอนด์ต่อปี และต่อเนื่องจนกว่าจะเสียชีวิต หรือคิดเป็นเงินที่ชาวอังกฤษต้องเสียภาษีให้แก่คนกลุ่มนี้ 410 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งย้ายไปตั้งถิ่นฐานนอกประเทศ
นอกจากนี้ ในช่วงปี 2002-2012 จำนวนของผู้รับเบี้ยบำนาญในต่างแดน ได้เพิ่มขึ้น 17 เปอร์เซนต์ สาเหตุมาจาก"รักข้ามพรมแดนระหว่างชายอังกฤษและหญิงต่างชาติ" รวมทั้งกรณีที่คู่สมรสพลเมืองอังกฤษและพลเมืองต่างชาติได้รับเบี้ยบำนาญสูงขึ้นเพราะคนเหล่านี้มีอายุที่ยืนยาว รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ทำให้พลเมืองชายอังกฤษมีสิทธิรับเบี้ยบำนาญดังกล่าวตั้งแต่ปี 2010
อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวได้ถูกวิจารณ์ว่าอาจกระทบต่อลูกหลานชาวอังกฤษที่เกิดกับคนต่างชาติ โดยนายเดวิด เดวิส ส.ส.อาวุโสของพรรคคอนเซอเวทีฟ ระบุว่า การแก้กม.นี้ จะกระทบต่อแม่ต่างชาติที่แต่งงานและเลี้ยงลูกของพลเมืองอังกฤษ ที่ย้ายออกนอกปท. ซึ่งถือเป็นการ"ลงโทษ"คนผิด
ขณะที่นายสตีฟ เว็บ รัฐมนตรีกระทรวงเบี้ยบำนาญยอมรับว่า กฎหมายนี้จะมีผลกระทบต่อหญิงอังกฤษที่ย้ายไปนอกต่างแดนนอกอังกฤษกับสามีต่างแดน รวมทั้งกลุ่มสามีชาวอังกฤษที่ทำหน้าที่ดูแลลูกเต็มเวลาด้วย แต่หญิงต่างชาติที่อาศัยในอังกฤษและเลี้ยงดูลูกในอังกฤษ จะได้รับเบี้ยบำนาญอย่างถูกต้องเหมาะสม และได้รับการปฎิบัติเหมือนกับพวกเขามีสถานภาพทำงานในอังกฤษ และว่า ผู้หญิงต่างชาติที่ย้ายออกนอกอังกฤษ ก็ควรหาประเทศใหม่ที่จะสนับสนุนเบี้ยบำนาญให้แก่พวกเธอ โดยกม.ใหม่ที่จะออกมามีขึ้นเพื่อคุ้มครองคนที่สมควรได้รับการคุ้มครองเท่านั้น
pearleus
วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
เปิดแผนพัฒนาเมืองพัทยา ศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน
อิทธิพล คุณปลื้ม เปิดแผนพัฒนาเมืองพัทยา 4 ปีข้างหน้า นำเมืองพัทยา-เกาะล้าน เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน รองรับปรับตัวเข้าสู่เออีซี-ดันขึ้นทะเบียนยูเนสโก้
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยาเปิดเผยถึงการบริหารราชการเมืองพัทยาใน 4 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ภายในปี 2558 ว่า จะกำหนดวาระแห่งพัทยา ภายใต้วาระ พัทยาสมดุลสู่พัทยายั่งยืน โดยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักในการพัฒนาพัทยา-เกาะล้านให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเข้าสู่การเป็นชาติสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในอีกไม่ถึง 2 ปีข้างหน้า
โดยนโยบายสำคัญในอีก 4 ปีข้างหน้า มีดังนี้
ด้านสาธารณสุขจะจัดทีมเคลื่อนที่ พัทยาที 29 หน่วยงาน ให้บริการ บริการแบบ "หนักเบาไม่มีถอย" ตลอด 4 ปี พร้อมกับขยายบริการ "ทำด้วยใจ...ไม่มีเหนื่อย" โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาเรื่องราวร้องทุกข์ หรือ ศอท. ทั่วถึงทุกพื้นที่ 7 วัน 24 ชั่วโมง และเร่งพัฒนาคอลเซ็นเตอร์ 1337 และโรงพยาบาลเมืองพัทยา ราคารัฐบาล ได้มาตรฐาน ที่มี 20,000 เตียง แพทย์พยาบาล พร้อม 356 อัตรา
นอกจากนี้จะนำธรรมชาติ หาดสวย น้ำใส สงบ ปลอดภัยคืนให้ทะเลพัทยา ภายใต้แนวคิด Good Beach เตรียมพร้อมเป็นศูนย์กลางแห่งการเดินทางท่องเที่ยวและผู้นำทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ เชื่อมโยงความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรมจากประชาคมอาเซียน
นายอิทธิพล กล่าวสรุปว่า ในการพัฒนาหรือนำพาเมืองพัทยา-เกาะล้านในช่วง 4 ปีข้างหน้า เน้นคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ผู้บริหารเมืองพัทยาให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความเข้มแข็งและสามารถปรับตัวรับภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงจากประชาคมอาเซียนในปี 2558 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนตลอดไป
วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556
ใครช่วย “กำนันเป๊าะ” ให้ที่พัก-หลบเข้าไทย
เป็นอุทาหรณ์เตือนใจได้เป็นอย่างดีว่า กรรมใดใครก่อต้องชดใช้กรรมที่ได้ทำไว้ ต่อให้มีอิทธิพลเงินทองมากขนาดไหน มีลูกชายเป็นรัฐมนตรี ก็หนีไม่พ้น
การจับกุมตัวสมชาย คุณปลื้ม หรือ “กำนันเป๊าะ” อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี ผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ภาคตะวันออกเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว บิดาสนธยา คุณปลื้มรมว.วัฒนธรรม และแกนนำพรรคพลังชล เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา
ตำรวจคอมมานโดจับกุมตัวได้ที่บริเวณด่านชำระค่าทางด่วนลาดกระบัง (ขาออก) ระหว่างอยู่ในรถโดยสารส่วนตัวกับหลาน ที่กำลังจะขึ้นทางด่วนมอเตอร์เวย์ หลังตำรวจทราบข่าวมาว่ากำนันเป๊าะได้มาพักรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลสมิติเวช โดยปลอมแปลงชื่อผู้ป่วยว่า นายกิม แซ่ตั้ง
นอกจากกำนันเป๊าะเป็นบิดานายสนธยาที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้และมีบทบาทการเมืองอยู่ค่อนข้างมากโดยเฉพาะในพื้นที่โซนตะวันออก ขณะเดียวกัน ลูกชายคนอื่นๆ ก็มีอำนาจในพื้นที่จังหวัดชลบุรี
อิทธิพล คุณปลื้ม บุตรชายคนเล็กที่ตอนนี้ใหญ่คับเมืองพัทยาเพราะเป็นถึง นายกเมืองพัทยา หรือวิทยา คุณปลื้มอดีต ส.ส.ชลบุรีหลายสมัย ตอนนี้นั่งเก้าอี้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
ตอนนี้ก็ต้องดูแล้วว่าชะตากรรม “กำนันเป๊าะ” หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปกับบัญชีคดีความค้างเก่าทั้งหลาย ที่จะต้องติดคุกรับใช้ความผิดที่ได้ทำไว้ ทั้งคดีที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 25 ปี ในคดีจ้างวานฆ่า นายประยูร สิทธิโชติ หรือ กำนันยูรด้วยเงิน 1.5 ล้านบาทที่คดีถึงที่สุดแล้วและคดีทุจริตซื้อที่ดินเขาไม้แก้ว จังหวัดชลบุรี ที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษา จำคุก 5 ปี 4 เดือน ซึ่งแม้กำนันเป๊าะจะยื่นประกันตัวเพื่อต่อสู้ในชั้นฎีกา แต่ได้หลบหนีไปไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2550 ศาลฎีกาจึงออกหมายจับ
ความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ ตำรวจควรต้องสอบสวนต่อไปอีกว่า ที่ผ่านมากำนันเป๊าะได้หลบเข้ามาที่ประเทศไทยแล้วกี่ครั้ง เพราะการจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่กำนันเป๊าะน่าจะเคยเดินทางเข้าออกประเทศไทยแล้วหลายครั้ง
และมีเหตุอันควรเชื่อว่า กำนันเป๊าะอาจพำนักอยู่ที่ประเทศไทยตลอดเวลาที่หลบหนีคุก
ตรงนี้ตำรวจควรสอบสวนขยายผลด้วยว่า มีใครมีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับการเดินทางเข้าประเทศไทยของกำนันเป๊าะในครั้งนี้และที่ผ่านมาหรือไม่ โดยเฉพาะพวกตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ที่ปล่อยให้เดินทางเข้ามาประเทศไทยได้
เชื่อได้ว่า ต้องมีคนรู้เห็นกับเรื่องนี้หลายคนแน่นอน ไม่ใช่แค่ตำรวจอย่างเดียวเท่านั้น มันน่าจะมีคนรู้เห็นจำนวนมากในการช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น การปลอมแปลงเอกสาร หรือการให้ที่พักกับกำนันเป๊าะ เพราะดูแล้วคนส่วนใหญ่เชื่อว่ากำนันเป๊าะอยู่ในเมืองไทยหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้านพักที่หาดบางแสน-ชลบุรีมานานแล้ว แต่เก็บตัวหรือซ่อนตัวอยู่ แต่สุดท้ายความมาแตก เลยต้องถูกจับตัว เตรียมไปใช้ชีวิตในบั้นปลายในคุกนับแต่ตอนนี้
ตำรวจก็ควรที่ต้องมีการสอบสวนขยายผลเพื่อเอาผิดฐานคนที่เกี่ยวข้อง ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้หลบหนีคดีตามหมายจับของศาล
ก็ต้องดูว่าตำรวจจะกล้าหรือไม่ ในการสอบสวนขยายผลไปถึงเบื้องหลังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด หากมีใครเกี่ยวข้องไม่ว่าหน้าไหน ใหญ่แค่ไหน ก็ต้องสอบสวนเอาผิดให้หมด
การจับกุมตัวสมชาย คุณปลื้ม หรือ “กำนันเป๊าะ” อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี ผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ภาคตะวันออกเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว บิดาสนธยา คุณปลื้มรมว.วัฒนธรรม และแกนนำพรรคพลังชล เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา
ตำรวจคอมมานโดจับกุมตัวได้ที่บริเวณด่านชำระค่าทางด่วนลาดกระบัง (ขาออก) ระหว่างอยู่ในรถโดยสารส่วนตัวกับหลาน ที่กำลังจะขึ้นทางด่วนมอเตอร์เวย์ หลังตำรวจทราบข่าวมาว่ากำนันเป๊าะได้มาพักรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลสมิติเวช โดยปลอมแปลงชื่อผู้ป่วยว่า นายกิม แซ่ตั้ง
นอกจากกำนันเป๊าะเป็นบิดานายสนธยาที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้และมีบทบาทการเมืองอยู่ค่อนข้างมากโดยเฉพาะในพื้นที่โซนตะวันออก ขณะเดียวกัน ลูกชายคนอื่นๆ ก็มีอำนาจในพื้นที่จังหวัดชลบุรี
อิทธิพล คุณปลื้ม บุตรชายคนเล็กที่ตอนนี้ใหญ่คับเมืองพัทยาเพราะเป็นถึง นายกเมืองพัทยา หรือวิทยา คุณปลื้มอดีต ส.ส.ชลบุรีหลายสมัย ตอนนี้นั่งเก้าอี้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
ตอนนี้ก็ต้องดูแล้วว่าชะตากรรม “กำนันเป๊าะ” หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปกับบัญชีคดีความค้างเก่าทั้งหลาย ที่จะต้องติดคุกรับใช้ความผิดที่ได้ทำไว้ ทั้งคดีที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 25 ปี ในคดีจ้างวานฆ่า นายประยูร สิทธิโชติ หรือ กำนันยูรด้วยเงิน 1.5 ล้านบาทที่คดีถึงที่สุดแล้วและคดีทุจริตซื้อที่ดินเขาไม้แก้ว จังหวัดชลบุรี ที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษา จำคุก 5 ปี 4 เดือน ซึ่งแม้กำนันเป๊าะจะยื่นประกันตัวเพื่อต่อสู้ในชั้นฎีกา แต่ได้หลบหนีไปไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2550 ศาลฎีกาจึงออกหมายจับ
ความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ ตำรวจควรต้องสอบสวนต่อไปอีกว่า ที่ผ่านมากำนันเป๊าะได้หลบเข้ามาที่ประเทศไทยแล้วกี่ครั้ง เพราะการจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่กำนันเป๊าะน่าจะเคยเดินทางเข้าออกประเทศไทยแล้วหลายครั้ง
และมีเหตุอันควรเชื่อว่า กำนันเป๊าะอาจพำนักอยู่ที่ประเทศไทยตลอดเวลาที่หลบหนีคุก
ตรงนี้ตำรวจควรสอบสวนขยายผลด้วยว่า มีใครมีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับการเดินทางเข้าประเทศไทยของกำนันเป๊าะในครั้งนี้และที่ผ่านมาหรือไม่ โดยเฉพาะพวกตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ที่ปล่อยให้เดินทางเข้ามาประเทศไทยได้
เชื่อได้ว่า ต้องมีคนรู้เห็นกับเรื่องนี้หลายคนแน่นอน ไม่ใช่แค่ตำรวจอย่างเดียวเท่านั้น มันน่าจะมีคนรู้เห็นจำนวนมากในการช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น การปลอมแปลงเอกสาร หรือการให้ที่พักกับกำนันเป๊าะ เพราะดูแล้วคนส่วนใหญ่เชื่อว่ากำนันเป๊าะอยู่ในเมืองไทยหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้านพักที่หาดบางแสน-ชลบุรีมานานแล้ว แต่เก็บตัวหรือซ่อนตัวอยู่ แต่สุดท้ายความมาแตก เลยต้องถูกจับตัว เตรียมไปใช้ชีวิตในบั้นปลายในคุกนับแต่ตอนนี้
ตำรวจก็ควรที่ต้องมีการสอบสวนขยายผลเพื่อเอาผิดฐานคนที่เกี่ยวข้อง ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้หลบหนีคดีตามหมายจับของศาล
ก็ต้องดูว่าตำรวจจะกล้าหรือไม่ ในการสอบสวนขยายผลไปถึงเบื้องหลังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด หากมีใครเกี่ยวข้องไม่ว่าหน้าไหน ใหญ่แค่ไหน ก็ต้องสอบสวนเอาผิดให้หมด
ประมวลภาพคอมมานโดนำตัว 'กำนันเป๊าะ' เข้าเรือนจำ
ตำรวจคอมมานโด นำตัว "กำนันเป๊าะ" เข้าฝากขัง ที่ศาลอาญา รัชดาฯ แล้ว ขณะยืนยันการจับกุมตัว ผู้ต้องหาในครั้งนี้ ย้ำไม่มีการเมืองกดดัน และขณะจับกุมตัว ไม่มีการต่อสู้ขัดขืน...
วันที่ 30 ม.ค. ที่กองบังคับการตำรวจปราบปราม คอมมานโด ถ.โชคชัย 4 พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผกก.ปพ.บก. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ที่ได้จับกุม นายสมชาย คุณปลื้ม หรือ "กำนันเป๊าะ" ผู้กว้างขวางแห่งภาคตะวันออก ผู้ต้องหา คดีทจริตที่ดินเขาไม้แก้ว จ.ชลบุรี และคดีเป็นผู้บงการฆ่า กำนันยูร เมื่อหลายปีก่อน ได้ที่บริเวณด่านเก็บเงินลาดกระบัง ถนนมอเตอร์เวย์ เขตลาดกระบัง กทม. เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ภายหลังจากนายสมชายเดินทางเข้าไปรักษาตัวที่ รพ.สิมิติเวช ถนนศรีนครินทร์
ทั้งนี้ พ.ต.อ.อธิป กล่าวว่า ยืนยันว่าการจับกุมนายสมชายในครั้งนี้ ไม่มีการเมืองกดดัน ถึงแม้บุตรชายของนายสมชายจะเป็นถึงรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยผู้ต้องหายอมรับว่า เป็นบุคคลที่อยู่ในหมายจับศาลอาญาจริง และ จนท.ตำรวจ ได้ติดตามผู้ต้องหามาเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี และยืนยันว่าขณะจับกุมผู้ต้องหาไม่ได้ขัดขืน หรือต่อสู้แต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ทราบมาว่า ผู้ต้องหา มีการปลอมแปลงชื่อเข้ารักษาตัวใน รพ. ซึ่ง พ.ต.อ.อธิป กล่าวว่า เป็นข้อมูลในชั้นสืบสวน ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวขอให้เล่าถึงขั้นตอนการจับกุมผู้ต้องหา เพราะทราบมาว่ามีประชาชนให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จนทำให้สามารถจับกุมนายสมชายในครั้งนี้ได้ พ.ต.อ.อธิป ไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด เพียงแต่ยิ้มให้
ขณะที่ในคำถามอื่นๆ อาทิ เหตุใด จนท.ตำรวจในพื้นที่ ถึงไม่จับกุมผู้ต้องหา แต่ต้องให้เป็นหน้าที่ของกองบังคับการปราบปราม พ.ต.อ.อธิป ได้กระทำในลักษณะเดียวกันคือ ไม่ขอตอบคำถามดังกล่าวแต่อย่างใด โดยกล่าวเพียงแต่ว่า หลังจากสอบสวนจำเลยแล้ว จะได้นำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา รัชดาฯ ภายในวันนี้ต่อไป
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ทราบมาว่า ผู้ต้องหา มีการปลอมแปลงชื่อเข้ารักษาตัวใน รพ. ซึ่ง พ.ต.อ.อธิป กล่าวว่า เป็นข้อมูลในชั้นสืบสวน ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวขอให้เล่าถึงขั้นตอนการจับกุมผู้ต้องหา เพราะทราบมาว่ามีประชาชนให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จนทำให้สามารถจับกุมนายสมชายในครั้งนี้ได้ พ.ต.อ.อธิป ไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด เพียงแต่ยิ้มให้
ขณะที่ในคำถามอื่นๆ อาทิ เหตุใด จนท.ตำรวจในพื้นที่ ถึงไม่จับกุมผู้ต้องหา แต่ต้องให้เป็นหน้าที่ของกองบังคับการปราบปราม พ.ต.อ.อธิป ได้กระทำในลักษณะเดียวกันคือ ไม่ขอตอบคำถามดังกล่าวแต่อย่างใด โดยกล่าวเพียงแต่ว่า หลังจากสอบสวนจำเลยแล้ว จะได้นำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา รัชดาฯ ภายในวันนี้ต่อไป
ต่อมาเวลา 15.20 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้นำตัวนายสมชาย นั่งไปบนรถตู้โดยมีรถตำรวจกองปราบปรามนำ และมีรถกระบะหนึ่งคันปิดท้าย ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่ง พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ มารอรับก่อนนำตัวนายสมชาย เข้าไปตรวจสุขภาพ
ทั้งนี้ โดยระหว่างการนำตัว นายสมชายเพื่อไปขึ้นรถนั้น ได้มีญาติของผู้ต้องหา ยืนร่ำไห้ อยู่ท่ามกลางกลุ่มสื่อมวลชน ที่เฝ้าติดตามข่าวเป็นจำนวนมาก และในขณะที่มีสื่อมวลชนพยายามที่จะถามนายสมชายว่า มีอะไรจะพูดหรือไม่ แต่ญาติของผู้ต้องหาคนดังกล่าวได้แสดงท่าทีไม่พอใจ พร้อมกล่าวว่า "จะให้พูดอะไร และทำไมจะต้องพูด"
ด้านนายสรสิทธิ์ จงเจริญ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ได้สั่งการให้แพทย์เตรียมความพร้อมตรวจสุขภาพตามที่ พ.ต.อ.สุชาติ ได้เน้นย้ำ เบื้องต้นในคืนแรกหากแพทย์ระบุว่า อาการป่วยไม่รุนแรงจะถูกคุมขังอยู่ในแดนแรกรับ โดยมีนักโทษเก่าคอยดูแล และหากสุขภาพไม่แข็งแรงก็จะถูกคุมขังในสถานพยาบาลเพื่อให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด.
ทั้งนี้ โดยระหว่างการนำตัว นายสมชายเพื่อไปขึ้นรถนั้น ได้มีญาติของผู้ต้องหา ยืนร่ำไห้ อยู่ท่ามกลางกลุ่มสื่อมวลชน ที่เฝ้าติดตามข่าวเป็นจำนวนมาก และในขณะที่มีสื่อมวลชนพยายามที่จะถามนายสมชายว่า มีอะไรจะพูดหรือไม่ แต่ญาติของผู้ต้องหาคนดังกล่าวได้แสดงท่าทีไม่พอใจ พร้อมกล่าวว่า "จะให้พูดอะไร และทำไมจะต้องพูด"
ด้านนายสรสิทธิ์ จงเจริญ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ได้สั่งการให้แพทย์เตรียมความพร้อมตรวจสุขภาพตามที่ พ.ต.อ.สุชาติ ได้เน้นย้ำ เบื้องต้นในคืนแรกหากแพทย์ระบุว่า อาการป่วยไม่รุนแรงจะถูกคุมขังอยู่ในแดนแรกรับ โดยมีนักโทษเก่าคอยดูแล และหากสุขภาพไม่แข็งแรงก็จะถูกคุมขังในสถานพยาบาลเพื่อให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด.
วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ผ่าแผนพัฒนา 10 ปี “พัทยา”
ทุ่ม 1.5 หมื่นล้านสู่ระดับโลก
ดิน แดนแห่งชายหาดใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งหลายสิบปีที่ผ่านมาเปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ให้หลั่งไหลแวะเวียนไม่ขาดสายทั้งปี ชื่อเสียงของ “พัทยา” คือแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่อันดับต้นๆ ไม่ว่าใครมาถึงประเทศไทยก็ต้องถามหา
เฉพาะชาวต่างประเทศที่เข้ามากว่า 5 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ 6.8 หมื่นล้านบาท ทำให้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ “อพท.” เล็งเห็นโอกาสในการพลิกโฉมเมืองพัทยาให้ก้าวสู่ระดับโลก
จนเป็นที่มาของโครงการ “สานฝันเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยงพลิกโฉมสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก “The World Class Greenovative Tourism City”
ดิน แดนแห่งชายหาดใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งหลายสิบปีที่ผ่านมาเปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ให้หลั่งไหลแวะเวียนไม่ขาดสายทั้งปี ชื่อเสียงของ “พัทยา” คือแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่อันดับต้นๆ ไม่ว่าใครมาถึงประเทศไทยก็ต้องถามหา
เฉพาะชาวต่างประเทศที่เข้ามากว่า 5 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ 6.8 หมื่นล้านบาท ทำให้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ “อพท.” เล็งเห็นโอกาสในการพลิกโฉมเมืองพัทยาให้ก้าวสู่ระดับโลก
จนเป็นที่มาของโครงการ “สานฝันเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยงพลิกโฉมสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก “The World Class Greenovative Tourism City”
วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555
วิกฤติพัทยา ในสายตาฝรั่ง
ในสองสามปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจต่าง ๆ ในเมืองพัทยาต่างหวานอมขมกลืนกับสถานการณ์ ที่ได้รับผลกระทบในทางการเมือง เนื่องจากมีการยกเลิกการเดินทางมายังพัทยาอย่างต่อเนื่อง หลายฝ่ายอ้างว่าเพราะแพ็คเกตท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ต่างรวมเอาการท่องเที่ยวจากกรุงเทพและพัทยาเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นเมื่อในพื้นที่ กรุงเทพมีปัญหาเรื่องการประท้วงต่าง ๆ ก็ส่งผลมาถึงพัทยาคือการยกเลิกทัวร์ทั้งหมด และยังไม่รวมถึงนักท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่หายไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


